Home / Medical Service / Medical Treatment / คีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy)
คีเลชั่นคืออะไร
คีเลชั่น คือการรักษาภาวะโลหะหนักสะสม ทั้งแบบเรื้อรัง และแบบพิษเฉียบพลัน โดยใช้สารที่มีความสามารถจับกับโลหะหนักที่สะสมอยู่ในร่างกาย แล้วค่อย ๆ ขับออกทางปัสสาวะ โดยคีเลชั่นนั้นทำได้หลายวิธี เช่น ใช้แร่ธาตุชนิดรับประทาน ใช้สารละลายเช่น EDTA หรือ DMPS ผสมวิตามิน แร่ธาตุ หยดเข้าหลอดเลือดดำ เป็นต้น
พิษโลหะหนักสะสมประเภทเฉียบพลัน มีอันตรายสูงมาก ต้องทำการรักษาในโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยใน
0ส่วนพิษโลหะหนักสะสมประเภทเรื้อรัง เกิดจากการได้รับสารพิษในสิ่งแวดล้อมปกติ ในปริมาณน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ สะสม เป็นเวลานานนับสิบปี โดยแรกๆ จะไม่มีอาการอะไร ต่อมาเมื่อพิษโลหะหนักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะสามารถก่อให้เกิดอาการได้หลากหลายระบบ โดยสามารถเลียนแบบอาการของโรคเรื้อรังต่าง ๆ หลายโรค เช่น โรคภูมิแพ้ โรคภูมิทำลายตัวเอง โรคไต โรคเลือด รวมไปถึงโรคมะเร็ง เป็นต้น
โลหะหนัก ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายอย่างไร?
เหตุใดตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู หรือโครเมียมบางรูปแบบจึงสามารถส่งผลกระทบได้หลายระบบ ตั้งแต่เลือด หลอดเลือด ไต สมอง กระดูก ลำไส้ ไปจนถึงระบบฮอร์โมน?
คำตอบคือ โลหะพิษไม่ได้โจมตีอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเท่านั้น แต่เข้าไปรบกวน “กลไกพื้นฐาน” ที่เซลล์ทั่วร่างกายต้องใช้ร่วมกัน เช่น การใช้แร่ธาตุ การทำงานของเอนไซม์ การสร้างพลังงาน การควบคุมอนุมูลอิสระ การอ่านรหัสพันธุกรรม และการสื่อสารระหว่างเซลล์ ความเป็นพิษจึงอาจปรากฏพร้อมกันในหลายอวัยวะ แต่รูปแบบและความรุนแรงจะแตกต่างกันตามชนิดของโลหะ รูปทางเคมี ปริมาณ ระยะเวลาที่สัมผัส และความไวของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของการทำคีเลชั่น
เนื่องจากโลหะหนักก่อพิษต่อร่างกายได้หลายระบบ มีรายงานประโยชน์ที่ได้รับจากการทำคีเลชั่นในยุคดั้งเดิม ที่ยาและการรักษายังมีจำกัด ตัวอย่างเช่น
ปี 1960 Clarke and Mosher รายงานผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบจำนวน 283 คนที่ได้รับการรักษาด้วยคีเลชั่น 87% มีอาการดีขึ้นติดตาม 4 ปี (Am. J. Cardiol, 6:233
ปี 1961 Boyle & Clark รายงานผู้ป่วยโรคหนังแข็ง และโรครูมาตอยด์ อาการดีขึ้น (Fed. Proceed. 20 (10): 243-252
ปี 1980 Blumer&Reich รายงาน EDTA Chelation ลดอัตราการเกิดมะเร็ง 90% เปรียบเทียบกับประชากร ติดตาม 10 ปี
ปี 1988 Olszewer and Carter ตีพิมพ์การศึกษาในผู้ป่วย 2,870 คนที่เป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลายพบ 91% มีอาการดีขึ้น (Med Hypoth. 27:41-49)
ปี 1993 Hancke and Flytlie รายงานผู้ป่วย 58 ใน 65 คน (89%) ยกเลิกการผ่าตัดบายพาสได้ และผู้ป่วย 24 ใน 27 คน (89%) ยกเลิกการตัดขา ในโรคหลอดเลือดส่วนปลายได้
อาการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับ พิษโลหะหนักสะสมเรื้อรัง
ข้อห้ามในการทำคีเลชั่น
ข้อควรระวังก่อนการทำคีเลชั่น
หากมีภาวะต่างๆ ต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการทำคีเลชั่น
อาการไม่พึงประสงค์ : โลหะหนักออกจากร่างกาย อาจก่ออาการในระหว่างรอการขับออก เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ ๆ ภายหลังการรักษา โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
พิษโลหะหนัก ได้รับมาจากสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศที่หายใจ อาหารที่รับประทาน การสะสมน้อย ๆ แต่เป็นเวลานานมักจะไม่มีอาการ หรือสัญญาณเตือนใด ๆ จนกระทั่งความเสียหายได้เกิดขึ้นมาแล้ว
ผู้ที่สนใจ การทำคีเลชั่น ควรทำการตรวจประเมินสารพิษโลหะหนักสะสมในร่างกาย เพราะสารโลหะหนักแต่ละตัว อาจจะต้องใช้โปรแกรมการรักษา ที่แตกต่างกัน การประเมินและรักษาเพื่อขับโลหะหนักออกจากร่างกายอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค นอกจากนี้แล้ว หากมีโรคประจำตัวใด ๆ อาจเป็นไปได้ว่าพิษจากโลหะหนักเรื้อรังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และการเอาสารโลหะหนักออก จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด และหายจากโรคได้
บทสรุป
คีเลชั่น ในมุมมองทางการแพทย์บูรณาการ มีหลักฐาน ด้านประสิทธิภาพในการกำจัดพิษโลหะหนักชนิดสะสมเรื้อรัง ซึ่งมีกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา ในการก่อโรคเรื้อรังต่อร่างกายอย่างชัดเจน ดังนั้น การตรวจประเมินภาวะพิษโลหะหนักสะสมเรื้อรัง และการดูแลรักษาเพื่อกำจัดสารพิษโลหะหนักสะสมเรื้อรัง สามารถช่วยลดความเสี่ยง ในการก่อโรคเรื้อรัง ตามกลไกที่สารโลหะหนักกระทำต่อร่างกาย
ส่วนผู้ที่มีอาการต่างๆ ตามที่แสดงมาข้างต้น หากตรวจพบว่าเกิดจากสารโลหะหนักสะสม การทำคีเลชั่นจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และเมื่อต้นเหตุ ถูกกำจัดออกไป จะสามารถค่อยๆ หายจากโรคที่เป็นอยู่ได้
ตัวอย่างผู้ป่วย
น.ส. จ อายุ 32 ปี อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีอาการอ่อนแรงของแขน และขา ผลการตรวจจากโรงพยาบาลได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง myasthenia gravis ได้รักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงต้องขออนุญาตที่ทำงานลาหยุดช่วงยาวเพื่อพักรักษาตัว ไม่สามารถทำงานได้ ผู้ป่วยมาปรึกษาและได้รับการตรวจสารพิษโลหะหนัก พบสาร arsenic และ manganese สูงมาก ได้รับการรักษาด้วยวิธี คีเลชั่น ภายหลังการรักษา ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับเป็นปกติ และสามารถกลับไปทำงาน และสามารถหยุดรับประทานยาสำหรับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ได้
นาย ก อายุ 55 ปี ตรวจพบเส้นเลือดหัวใจตีบชนิดที่ไม่สามารถใช้วิธีบัลลูนถ่างหลอดเลือดใส่ขดลวด ต้องได้รับการรักษาด้วยการทำบายพาส ผู้ป่วยมาปรึกษาว่าอยากจะหาวิธีการอื่นดูก่อน ได้แนะนำให้ผู้ป่วยไปทำ perfusion scan เพื่อจะได้ติดตามการรักษาว่าได้ผลหรือไม่ หากไม่ได้ผลจะได้เข้ารับการผ่าตัดบายพาสต่อไป หลังการรักษาครั้งที่ 10 ผู้ป่วยไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรือหอบเหนื่อยขณะเดินขึ้นบันได เมื่อทำการรักษาครบ 40 ครั้ง ผู้ป่วยได้ติดตามผลด้วย perfusion scan พบว่ามีเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่เคยขาดเลือด จึงไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และหลังจากนั้น ได้ทำคีเลชั่นเดือนละครั้ง ทุกเดือน ติดต่อกันมาครบ 5 ปี จึงหยุด หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอาการเส้นเลือดหัวใจตีบกลับมาอีก
นาย ส อายุ 45 ปี มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา และเดินเซ ได้ไปตรวจโดยละเอียด มีอาการเข้าได้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสียหาย ซึ่งไม่มีวิธีรักษามีเพียงตัวยาที่ช่วยการชะลอการดำเนินโรค ผู้ป่วยได้มาปรึกษาเนื่องจากได้รับบัตรตรวจจากวารสาร Mercedes-Benz ในสมัยนั้น ผลการตรวจพบสารโลหะหนักหลายชนิดในปริมาณสูงมาก ผู้ป่วยเป็นเจ้าของโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสี จึงได้ทำการรักษาด้วยวิธี คีเลชั่น และฟื้นฟูเซลล์ระบบประสาท เมื่อทำการรักษาครบผู้ป่วยค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นจนหายเป็นปกติ