Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / คีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy)

คีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy)

คีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy)

09 02 Banner Chelation AH 01 0 scaled

คีเลชั่นคืออะไร

คีเลชั่น คือการรักษาภาวะโลหะหนักสะสม ทั้งแบบเรื้อรัง และแบบพิษเฉียบพลัน โดยใช้สารที่มีความสามารถจับกับโลหะหนักที่สะสมอยู่ในร่างกาย  แล้วค่อย ๆ  ขับออกทางปัสสาวะ  โดยคีเลชั่นนั้นทำได้หลายวิธี เช่น ใช้แร่ธาตุชนิดรับประทาน ใช้สารละลายเช่น EDTA หรือ DMPS ผสมวิตามิน แร่ธาตุ หยดเข้าหลอดเลือดดำ เป็นต้น

พิษโลหะหนักสะสมประเภทเฉียบพลัน มีอันตรายสูงมาก ต้องทำการรักษาในโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยใน

0ส่วนพิษโลหะหนักสะสมประเภทเรื้อรัง เกิดจากการได้รับสารพิษในสิ่งแวดล้อมปกติ ในปริมาณน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ สะสม เป็นเวลานานนับสิบปี โดยแรกๆ จะไม่มีอาการอะไร ต่อมาเมื่อพิษโลหะหนักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะสามารถก่อให้เกิดอาการได้หลากหลายระบบ โดยสามารถเลียนแบบอาการของโรคเรื้อรังต่าง ๆ หลายโรค เช่น โรคภูมิแพ้ โรคภูมิทำลายตัวเอง โรคไต โรคเลือด รวมไปถึงโรคมะเร็ง เป็นต้น

Banner content Chelation 1

โลหะหนัก ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายอย่างไร?

เหตุใดตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู หรือโครเมียมบางรูปแบบจึงสามารถส่งผลกระทบได้หลายระบบ ตั้งแต่เลือด หลอดเลือด ไต สมอง กระดูก ลำไส้ ไปจนถึงระบบฮอร์โมน?

คำตอบคือ โลหะพิษไม่ได้โจมตีอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเท่านั้น แต่เข้าไปรบกวน “กลไกพื้นฐาน” ที่เซลล์ทั่วร่างกายต้องใช้ร่วมกัน เช่น การใช้แร่ธาตุ การทำงานของเอนไซม์ การสร้างพลังงาน การควบคุมอนุมูลอิสระ การอ่านรหัสพันธุกรรม และการสื่อสารระหว่างเซลล์ ความเป็นพิษจึงอาจปรากฏพร้อมกันในหลายอวัยวะ แต่รูปแบบและความรุนแรงจะแตกต่างกันตามชนิดของโลหะ รูปทางเคมี ปริมาณ ระยะเวลาที่สัมผัส และความไวของแต่ละบุคคล

ประโยชน์ของการทำคีเลชั่น

เนื่องจากโลหะหนักก่อพิษต่อร่างกายได้หลายระบบ  มีรายงานประโยชน์ที่ได้รับจากการทำคีเลชั่นในยุคดั้งเดิม ที่ยาและการรักษายังมีจำกัด  ตัวอย่างเช่น

ปี 1960 Clarke and Mosher รายงานผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบจำนวน 283 คนที่ได้รับการรักษาด้วยคีเลชั่น 87% มีอาการดีขึ้นติดตาม 4 ปี (Am. J. Cardiol, 6:233

ปี 1961 Boyle & Clark รายงานผู้ป่วยโรคหนังแข็ง และโรครูมาตอยด์ อาการดีขึ้น (Fed. Proceed. 20 (10): 243-252

ปี 1980 Blumer&Reich รายงาน EDTA Chelation ลดอัตราการเกิดมะเร็ง 90% เปรียบเทียบกับประชากร ติดตาม 10 ปี

ปี 1988 Olszewer and Carter ตีพิมพ์การศึกษาในผู้ป่วย 2,870 คนที่เป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลายพบ 91% มีอาการดีขึ้น (Med Hypoth. 27:41-49)

ปี 1993 Hancke and Flytlie รายงานผู้ป่วย 58 ใน 65 คน (89%) ยกเลิกการผ่าตัดบายพาสได้ และผู้ป่วย 24 ใน 27 คน (89%) ยกเลิกการตัดขา ในโรคหลอดเลือดส่วนปลายได้

Banner content Chelation 2

อาการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับ พิษโลหะหนักสะสมเรื้อรัง

  • โรคปวดเรื้อรังของ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
  • โรคปวดเนื้อเยื่อ fibromyalgia
  • โรคอ่อนเพลียไม่ทราบสาเหตุ
  • ภาวะมึนงง ภาวะหลงลืม
  • การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ยีสต์
  • กลุ่มอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน มีแก๊สมาก
  • แพ้อาหาร
  • ปวดไมเกรน ปวดศีรษะอื่นๆ
  • การมองเห็นผิดปกติ
  • อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า วิตกกังวล
  • กลุ่มโรคทางระบบประสาท เช่น อาการแสบร้อนตามแขนขา อาการชา อาการเหมือนไฟวิ่งตามแขนขา อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต อ่อนแรงแขนหรือขา
  • อาการที่เลียนแบบภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง Chronic fatigue syndrome
  • อาการที่เลียนแบบโรค Multiple Sclerosis , Myasthenia gravis
  • ภาวะดื้ออินซูลิน และเบาหวาน
  • ภูมิแพ้ ภูมิไวเกิน
  • มะเร็ง
  • โรคหลอดเลือดแข็ง
  • โรคโลหิตจาง
  • โรคไตเสื่อม

 

ข้อห้ามในการทำคีเลชั่น

  • หญิงตั้งครรภ์
  • ภาวะไตเสื่อมระดับสามขึ้นไป
  • ภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ยังไม่ได้ควบคุม

 

ข้อควรระวังก่อนการทำคีเลชั่น

หากมีภาวะต่างๆ ต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

  • ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • มีระดับเอนไซม์ G-6-PD ต่ำ
  • ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
Banner content Chelation 3

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการทำคีเลชั่น

อาการไม่พึงประสงค์ : โลหะหนักออกจากร่างกาย อาจก่ออาการในระหว่างรอการขับออก เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ ๆ ภายหลังการรักษา โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง

พิษโลหะหนัก ได้รับมาจากสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศที่หายใจ อาหารที่รับประทาน การสะสมน้อย ๆ แต่เป็นเวลานานมักจะไม่มีอาการ หรือสัญญาณเตือนใด ๆ จนกระทั่งความเสียหายได้เกิดขึ้นมาแล้ว 

ผู้ที่สนใจ การทำคีเลชั่น ควรทำการตรวจประเมินสารพิษโลหะหนักสะสมในร่างกาย เพราะสารโลหะหนักแต่ละตัว อาจจะต้องใช้โปรแกรมการรักษา ที่แตกต่างกัน   การประเมินและรักษาเพื่อขับโลหะหนักออกจากร่างกายอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค  นอกจากนี้แล้ว หากมีโรคประจำตัวใด ๆ อาจเป็นไปได้ว่าพิษจากโลหะหนักเรื้อรังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  และการเอาสารโลหะหนักออก จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด และหายจากโรคได้

บทสรุป

คีเลชั่น ในมุมมองทางการแพทย์บูรณาการ มีหลักฐาน ด้านประสิทธิภาพในการกำจัดพิษโลหะหนักชนิดสะสมเรื้อรัง ซึ่งมีกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา ในการก่อโรคเรื้อรังต่อร่างกายอย่างชัดเจน ดังนั้น การตรวจประเมินภาวะพิษโลหะหนักสะสมเรื้อรัง และการดูแลรักษาเพื่อกำจัดสารพิษโลหะหนักสะสมเรื้อรัง สามารถช่วยลดความเสี่ยง ในการก่อโรคเรื้อรัง ตามกลไกที่สารโลหะหนักกระทำต่อร่างกาย

ส่วนผู้ที่มีอาการต่างๆ ตามที่แสดงมาข้างต้น หากตรวจพบว่าเกิดจากสารโลหะหนักสะสม การทำคีเลชั่นจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และเมื่อต้นเหตุ ถูกกำจัดออกไป จะสามารถค่อยๆ หายจากโรคที่เป็นอยู่ได้

ตัวอย่างผู้ป่วย

น.ส. จ อายุ 32 ปี อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีอาการอ่อนแรงของแขน และขา ผลการตรวจจากโรงพยาบาลได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง myasthenia gravis ได้รักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงต้องขออนุญาตที่ทำงานลาหยุดช่วงยาวเพื่อพักรักษาตัว ไม่สามารถทำงานได้  ผู้ป่วยมาปรึกษาและได้รับการตรวจสารพิษโลหะหนัก พบสาร arsenic และ manganese สูงมาก ได้รับการรักษาด้วยวิธี คีเลชั่น ภายหลังการรักษา ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับเป็นปกติ และสามารถกลับไปทำงาน และสามารถหยุดรับประทานยาสำหรับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ได้

นาย ก อายุ 55 ปี ตรวจพบเส้นเลือดหัวใจตีบชนิดที่ไม่สามารถใช้วิธีบัลลูนถ่างหลอดเลือดใส่ขดลวด ต้องได้รับการรักษาด้วยการทำบายพาส ผู้ป่วยมาปรึกษาว่าอยากจะหาวิธีการอื่นดูก่อน ได้แนะนำให้ผู้ป่วยไปทำ perfusion scan เพื่อจะได้ติดตามการรักษาว่าได้ผลหรือไม่ หากไม่ได้ผลจะได้เข้ารับการผ่าตัดบายพาสต่อไป  หลังการรักษาครั้งที่ 10 ผู้ป่วยไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรือหอบเหนื่อยขณะเดินขึ้นบันได เมื่อทำการรักษาครบ 40 ครั้ง ผู้ป่วยได้ติดตามผลด้วย perfusion scan พบว่ามีเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่เคยขาดเลือด จึงไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และหลังจากนั้น ได้ทำคีเลชั่นเดือนละครั้ง ทุกเดือน ติดต่อกันมาครบ 5 ปี จึงหยุด หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอาการเส้นเลือดหัวใจตีบกลับมาอีก

นาย ส อายุ 45 ปี มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา และเดินเซ ได้ไปตรวจโดยละเอียด มีอาการเข้าได้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสียหาย ซึ่งไม่มีวิธีรักษามีเพียงตัวยาที่ช่วยการชะลอการดำเนินโรค  ผู้ป่วยได้มาปรึกษาเนื่องจากได้รับบัตรตรวจจากวารสาร Mercedes-Benz ในสมัยนั้น ผลการตรวจพบสารโลหะหนักหลายชนิดในปริมาณสูงมาก ผู้ป่วยเป็นเจ้าของโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสี  จึงได้ทำการรักษาด้วยวิธี คีเลชั่น และฟื้นฟูเซลล์ระบบประสาท เมื่อทำการรักษาครบผู้ป่วยค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นจนหายเป็นปกติ

 

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง