Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / การบำบัดด้วยแสง Light Therapy

การบำบัดด้วยแสง Light Therapy

การบำบัดด้วยแสง Light Therapy

Light Therapy Banner Light Therapy AH 01

คำอธิบายและความเป็นมา (Description & Background)

การบำบัดด้วยแสง (Light Therapy) หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า Photobiomodulation (PBM) คือการใช้แหล่งกำเนิดแสงที่ไม่ก่อให้เกิดการแตกตัวของประจุ (Non-ionizing light) เพื่อกระตุ้นกระบวนการทางชีววิทยาในระดับเซลล์ ประวัติศาสตร์ของการใช้แสงรักษาโรคเริ่มต้นจาก Heliotherapy หรือการบำบัดด้วยแสงแดดในยุคโบราณ จนกระทั่ง Niels Ryberg Finsen ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1903 จากการใช้แสงอัลตราไวโอเลตในการรักษาวัณโรคผิวหนัง (Lupus vulgaris) ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 องค์การนาซา (NASA) ได้วิจัยการใช้ LED เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและเร่งการสมานแผลในอวกาศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา PBM อย่างแพร่หลาย

Light Therapy 1

แหล่งกำเนิดแสงที่ใช้ในปัจจุบันแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่

  1. LED (Light Emitting Diode): ให้แสงที่ไม่มีความสอดคล้องกันของเฟส (Non-coherent) มีการกระจายตัวกว้าง เหมาะสำหรับการรักษาบริเวณกว้างและรอยโรคที่อยู่ตื้น
  2. Laser (Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation): ให้แสงที่มีความสอดคล้องกัน (Coherent) มีทิศทางเดียว (Collimated) และมีความยาวคลื่นเดียว (Monochromatic) ทำให้สามารถเจาะทะลุผ่านเนื้อเยื่อได้ลึกและแม่นยำกว่า LED
Light Therapy 4

กลไกทางชีววิทยาและอื่น ๆ (Biological Mechanisms & Others)

กลไกหลักของ PBM เกิดขึ้นในไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) โดยเอนไซม์ Cytochrome c oxidase (CCO) ใน Complex IV ของกระบวนการหายใจระดับเซลล์ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสง (Photoacceptor) เมื่อ CCO ดูดซับโฟตอน จะเกิดการหลุดออกของไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) ที่จับอยู่กับเอนไซม์ ส่งผลให้เพิ่มการไหลเวียนของอิเล็กตรอน เพิ่มความต่างศักย์ของเยื่อหุ้มเซลล์ และเร่งการสร้าง ATP (Adenosine Triphosphate) นอกจากนี้ยังมีการปรับสมดุลของ Reactive Oxygen Species (ROS) ให้ทำหน้าที่เป็นสารสื่อสัญญาณ (Signaling molecules) นำไปสู่การกระตุ้นปัจจัยการถอดรหัสพันธุกรรม (Transcription factors เช่น NF-κB) ซึ่งส่งเสริมการซ่อมแซมและยับยั้งการตายของเซลล์ (Apoptosis)

Light Therapy 2

คุณสมบัติจำเพาะของความยาวคลื่นแสง (Wavelength Specificity):

  • สีน้ำเงิน (Blue, 400–470 nm): กระตุ้นสาร Porphyrins ในแบคทีเรีย Cutibacterium acnes ทำให้เกิด Singlet oxygen ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบในชั้นหนังกำพร้า
  • สีเขียว (Green, 470–550 nm): ปรับสมดุลการกระจายตัวของเม็ดสีเมลานิน (Melanin) กระตุ้นการซ่อมแซมเส้นเลือดฝอย และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดส่วนปลาย
  • สีเหลือง (Yellow, 550–590 nm): กระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลือง (Lymphatic drainage) ลดอาการบวมน้ำ และลดรอยแดง (Erythema)
  • สีแดง (Red, 630–700 nm): ทะลุทะลวงถึงชั้นหนังแท้ กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ในการสร้างคอลลาเจน เร่งกระบวนการสมานแผล และกระตุ้นการสร้าง ATP
  • อินฟราเรดใกล้ (Near-Infrared – NIR, 700–1,100 nm): สามารถเจาะทะลุชั้นผิวหนังได้ลึกที่สุด (เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน กล้ามเนื้อ กระดูก และเนื้อสมอง) ใช้ในการลดการอักเสบระดับลึกและกระตุ้นระบบประสาท
  • อัลตราไวโอเลต (แสงเหนือม่วง) (UV, 254 nm): มีคุณสมบัติต้านจุลชีพในวงกว้าง (Broad-spectrum Antimicrobial) ช่วยกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรียดื้อยา และเชื้อราในกระแสเลือด โดยจุลชีพไม่สามารถสร้างกลไกดื้อต่อพลังงานแสงได้ ลดการอักเสบระดับระบบ (Systemic Anti-inflammatory) ลดระดับ C-Reactive Protein (CRP) และยับยั้งวงจรการอักเสบเรื้อรัง เพิ่มการทำความสะอาดเลือด: เร่งกระบวนการทำลายเซลล์ที่เสื่อมสภาพหรือติดเชื้อ และเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย
Light Therapy 3

ขั้นตอนการปฏิบัติ (Practical Steps)

การประยุกต์ใช้ Light Therapy ในเวชศาสตร์เชิงบูรณาการถูกแบ่งย่อยตามวิธีการนำส่งพลังงานแสงเข้าสู่ร่างกาย ดังนี้:

  1. Low-Level Laser Therapy (LLLT)

การใช้เลเซอร์กำลังต่ำฉายลงบนผิวหนังหรือข้อต่อโดยตรง ขั้นตอนต้องอาศัยการคำนวณปริมาณพลังงาน (Dosimetry) อย่างแม่นยำในหน่วย Joules/cm² เพื่อหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ Biphasic dose response (หากได้รับพลังงานมากเกินไปจะเกิดผลยับยั้งแทนการกระตุ้น) มักใช้ระงับปวดและลดการอักเสบเฉพาะจุด

  1. Weberneedle® Endolaser (Intravenous/Interstitial Laser Therapy)

การนำส่งแสงเลเซอร์เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงผ่านทางสายสวนหลอดเลือดดำ (IV) หรือแทงเข็มไฟเบอร์ออปติกเข้าสู่ข้อต่อ แม้หลักฐานเชิงประจักษ์แบบดั้งเดิม (EBM) ในรูปแบบ IV ยังมีจำกัด แต่กลไกทางชีววิทยาระบุว่าการฉายแสงใส่เม็ดเลือดที่ไหลเวียนสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ปรับปรุง การไหลเวียนของเลือด (Blood rheology) และกระตุ้นการปล่อย nitric oxide ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย

Light Therapy 5
  1. Full Body Photobiomodulation (Full Body Light Therapy)

การใช้เตียงฉายแสง LED ขนาดใหญ่ (เช่น เครื่องแคปซูลของเรา ไปดูว่าชื่ออะไร ถ้าไม่มีชื่อ ก็ตั้งชื่อให้ใหม่) ที่ติดตั้งไฟความยาวคลื่นสีแดงและ NIR ผู้รับบริบาลจะนอนในเตียงประมาณ 10–20 นาที ขั้นตอนนี้มุ่งเป้าไปที่การลด Oxidative stress ทั่วร่างกาย เร่งการฟื้นฟูกล้ามเนื้อของนักกีฬา และชะลอวัยระดับเซลล์

  1. Photodynamic Therapy (PDT)

การบูรณาการแสงเข้ากับสารกระตุ้นความไวแสง (Photosensitizing agent) เช่น 5-ALA เมื่อฉายแสงความยาวคลื่นที่จำเพาะลงไป สารดังกล่าวจะแตกตัวเกิดเป็น ROS ปริมาณมหาศาลเพื่อทำลายเซลล์เป้าหมาย ใช้เป็นมาตรฐานในการรักษาเซลล์มะเร็งผิวหนังบางชนิด และสิวอักเสบรุนแรง

Light Therapy 6
  1. Local Body Light Therapy

การใช้อุปกรณ์ฉายแสงเฉพาะที่ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระวิทยาของอวัยวะนั้น ๆ

  • hydrosun® (Water-filtered Infrared-A): การใช้แสงอินฟราเรด-เอ ที่ผ่านตัวกรองน้ำ เพื่อตัดความยาวคลื่นอินฟราเรด-บีและ-ซี (ซึ่งสร้างความร้อนลวกผิว) ออกไป ทำให้สามารถส่งผ่านความร้อนบำบัดลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อเพื่อเร่งการหายของแผลเรื้อรัง
  • Laser cap หรือ เครื่องกระตุ้นการงอกของเส้นผม: อุปกรณ์สวมศีรษะ ปล่อยแสงสีแดงเพื่อกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดที่รากผม (Hair follicle stem cells) เปลี่ยนวงจรเส้นผมจากระยะพัก (Telogen) เข้าสู่ระยะเจริญเติบโต (Anagen)
  • Laser watch: อุปกรณ์สวมข้อมือเพื่อฉายแสงเลเซอร์เข้าสู่หลอดเลือดแดงเรเดียล (Radial artery) เป็นวิธีแบบ Non-invasive ที่มุ่งหวังผลทางระบบไหลเวียนโลหิต ลดความดันโลหิต และปรับสมดุลเมตาบอลิซึม
  • Laser ear (Auricular phototherapy): การฉายแสงเข้าสู่ช่องหู มุ่งเป้าหมายที่เยื่อแก้วหูและโครงสร้างหูชั้นใน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดความเสื่อมของเซลล์ประสาทหู มักใช้ในกลุ่มอาการเสียงในหู (Tinnitus)
  • Laser nose (Intranasal phototherapy): การฉายแสงเข้าสู่โพรงจมูก เนื่องจากเยื่อบุจมูกมีหลอดเลือดจำนวนมาก จึงช่วยให้แสงส่งผลต่อเลือดได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ใกล้กับ Cribriform plate ยังเป็นช่องทางทางทฤษฎีในการส่งผ่านแสงเข้าสู่สมองส่วนหน้าเพื่อประโยชน์ทางระบบประสาทส่วนกลาง
Light Therapy 7

ประโยชน์ (Benefits)

  • ผลระยะสั้น: บรรเทาอาการปวดเฉียบพลัน ลดการบวมน้ำ ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียบนผิวหนัง และเร่งการสมานแผล
  • ผลระยะยาว: ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน ลดภาวะอักเสบเรื้อรัง (Systemic chronic inflammation) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาท และเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

ผู้ที่อาจจะได้รับประโยชน์จากการรักษา (Indications)

อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์เบื้องต้นและกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้อาจได้รับประโยชน์:

  1. ผู้ป่วยกลุ่มโรคกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ (เช่น ข้อเข่าเสื่อม เอ็นอักเสบ)
  2. ผู้ที่มีปัญหาด้านผิวหนัง (สิวอักเสบ โรคผมร่วงแบบพันธุกรรม แผลเรื้อรังที่หายยาก)
  3. ผู้มีภาวะความเสื่อมของระบบประสาท หรือมีความบกพร่องทางความรู้ความเข้าใจ (พิจารณาการใช้ Transcranial PBM หรือ Intranasal Laser แม้หลักฐาน EBM ยังอยู่ระหว่างการศึกษาต่อเนื่อง)
  4. ผู้ที่มีอาการเสียงดังในหู (Tinnitus) โดยไม่มีสาเหตุทางโครงสร้างที่ชัดเจน
  5. นักกีฬาหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและชะลอวัยแบบองค์รวม
Light Therapy 8

ข้อห้าม (Contraindications)

  1. การฉายแสงเลเซอร์เข้าสู่ดวงตาโดยตรง (Direct ocular exposure) เว้นแต่ใช้อุปกรณ์ที่มีการป้องกันหรือแว่นตานิรภัยมาตรฐาน
  2. การฉายแสงลงบนบริเวณที่มีก้อนเนื้อมะเร็งหรือรอยโรคที่สงสัยว่าเป็นมะเร็ง (ยกเว้นในกรณีที่เป็นการรักษาแบบ PDT โดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์)
  3. การฉายแสงบริเวณหน้าท้องหรือหลังส่วนล่างในสตรีมีครรภ์ เนื่องจากขาดข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิก

ข้อควรระวัง (Precautions)

  1. ผู้ที่กำลังรับประทานยาที่เพิ่มความไวต่อแสง (Photosensitizing drugs) เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Tetracyclines หรือยากลุ่ม Isotretinoin
  2. การฉายแสงบริเวณต่อมไทรอยด์ ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ
  3. ผู้ที่มีรอยสักสีเข้ม (Dark tattoos) หรือมีสีผิวที่เข้มมาก อาจมีการดูดซับความร้อนจากแสงจำเพาะบางความยาวคลื่นมากเกินไป ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลไหม้ทางความร้อน (Thermal injury) เมื่อใช้อุปกรณ์กำลังสูง

บทสรุป (Conclusion)

Light Therapy หรือ Photobiomodulation (PBM) เป็นนวัตกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างชีวฟิสิกส์และเวชศาสตร์ชะลอวัยอย่างเป็นระบบ แม้แอปพลิเคชันบางรูปแบบ เช่น การให้เลเซอร์ทางหลอดเลือดดำ (Endolaser) จะยังมีข้อจำกัดด้านหลักฐานเชิงประจักษ์แบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCTs) ขนาดใหญ่ แต่มูลฐานทางกลไกชีววิทยาระดับไมโทคอนเดรียแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ชัดเจน การเลือกใช้ความยาวคลื่นและวิธีการนำส่งแสงที่เหมาะสมกับรอยโรค ตั้งแต่ระดับผิวหนังไปจนถึงการมุ่งหวังผลเชิงระบบ ทำให้ PBM เป็นหนึ่งในเสาหลักของการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวมที่ปราศจากการใช้ยาและมีความปลอดภัยสูง

 

  1. Hamblin, M. R. (2016). Photobiomodulation or low-level laser therapy. Journal of Biophotonics, 9(11–12), 1122–1124.
  2. Avci, P., Gupta, A., Sadasivam, M., Vecchio, D., Pam, Z., Pam, N., & Hamblin, M. R. (2013). Low-level laser (light) therapy (LLLT) in skin: stimulating, healing, restoring. Seminars in Cutaneous Medicine and Surgery, 32(1), 41–52.
  3. Chung, H., Dai, T., Sharma, S. K., Huang, Y. Y., Carroll, J. D., & Hamblin, M. R. (2012). The nuts and bolts of low-level laser (light) therapy. Annals of Biomedical Engineering, 40(2), 516–533.
  4. Mester, E., Spiry, T., Szende, B., & Tota, J. G. (1971). Effect of laser rays on wound healing. The American Journal of Surgery, 122(4), 532–535.
  5. Weber, M. H., & Fussgänger-May, T. W. (2007). Intravenous laser blood irradiation. German Journal of Acupuncture and Related Techniques, 50(3), 12–23.

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

เนื้อหาจัดทำโดย แอ็บโซลูท เฮลธ์ · ดูทีมแพทย์ของ Absolute Health

เผยแพร่เนื้อหา: 25 กรกฎาคม 2568 · ปรับปรุงล่าสุด: 29 กันยายน 2569