Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / TMS

TMS

TMS Banner TMS AH 01

คำอธิบายและความเป็นมา (Description & Background)

การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Magnetic Stimulation: TMS) พัฒนาขึ้นครั้งแรกโดย Anthony Barker ในปี 1985 ณ มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ อาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ (Faraday’s Law of Electromagnetic Induction) ในการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำขนาดเล็กระดับมิลลิโวลต์ไปกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาทในเปลือกสมองอย่างจำเพาะเจาะจงบริเวณเป้าหมาย

แม้ในเวชปฏิบัติกระแสหลัก TMS จะได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง (Major Depressive Disorder) และอาการปวดศีรษะไมเกรน แต่ในมุมมองเวชศาสตร์เชิงบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย สถาบันประสาทวิทยาศาสตร์ในยุโรปและเยอรมนีได้ขยายขอบเขตการนำเทคโนโลยี Neuromodulation ขั้นสูง เช่น Theta Burst Stimulation (TBS), Deep TMS (dTMS) และการประยุกต์ร่วมกับคลื่นพลังงานเฉพาะทาง (เช่น Transcranial Pulse Stimulation – TPS) มาใช้ฟื้นฟูวงจรประสาท (Neural Circuitry) ในกลุ่มโรคความเสื่อมของระบบประสาทและกลุ่มความผิดปกติของพัฒนาการระบบประสาท

TMS 1

กลไกทางชีววิทยาและอื่นๆ (Biological Mechanisms & Others)

กลไกการทำงานของ TMS ในระดับเซลล์และชีวเคมีประสาทตามหลัก Functional & Anti-aging Medicine ครอบคลุมหลายมิติ:

  • การเหนี่ยวนำความยืดหยุ่นของระบบประสาท (Synaptic Plasticity & LTP/LTD): การกระตุ้นความถี่สูง (High-Frequency rTMS  หรือ Intermittent Theta-Burst Stimulation – iTBS) กระตุ้นตัวรับ NMDA Receptor ส่งผลให้เกิด Long-Term Potentiation (LTP) เพิ่มความหนาแน่นของการส่งสัญญาณไซแนปส์ ขณะที่ความถี่ต่ำ (Low-Frequency  หรือ continuous TBS – cTBS) ช่วยลดภาวะ Excito-toxicity ผ่าน Long-Term Depression (LTD)
  • การกระตุ้นสารสื่อประสาทและปัจจัยการเจริญเติบโต (Neurotrophic Factors): เพิ่มการหลั่ง Brain-Derived Neurotrophic Factor (BDNF) และ Vascular Endothelial Growth Factor (VEGF) ซึ่งส่งเสริมกระบวนการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ (Neurogenesis) และการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis)
  • การปรับสมดุลสรีรวิทยาหลอดเลือดและการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาค (Cerebral Microcirculation): เพิ่ม Cerebral Blood Flow (CBF) และอัตราการเผาผลาญกลูโคสในบริเวณเป้าหมาย เช่น Dorsolateral Prefrontal Cortex (DLPFC) และ Precuneus
TMS 2
  • การลดการอักเสบในระบบประสาท (Neuroinflammation Modulation): ปรับการทำงานของ Microglia และ Astrocytes ลดการหลั่งไซโตไคน์ก่อการอักเสบ (เช่น TNF-, IL-1$\beta$) ส่งผลเชิงบวกต่อสภาวะ Mitochondrial Function ของเซลล์สมอง
  • การปรับสมดุลคลื่นสมองและการเชื่อมต่อโครงข่าย (Network Rebalancing): ปรับสมดุลระหว่าง Excitation/Inhibition (E/I balance) ของสารสื่อประสาท GABA และ Glutamate ในผู้ป่วยออทิสติกและพัฒนาการล่าช้า
TMS 7
  • ขั้นตอนการปฏิบัติ (Practical Steps)

    1. การตรวจประเมินทางคลินิกและการทำแผนที่สมอง (Baseline Assessment & Functional Mapping):ซักประวัติ ประเมินคะแนนพุทธิปัญญา/พัฒนาการ (MoCA, ADAS-Cog, CARS) ร่วมกับภาพถ่ายรังสี (MRI/fMRI) หรือ Quantitative EEG (qEEG) เพื่อระบุตำแหน่งพยาธิสภาพ
    1. การหาจุดอ้างอิงและระดับพลังงานจำเพาะบุคคล (Motor Threshold Determination):กำหนด Resting Motor Threshold (RMT) หรือ Active Motor Threshold (AMT) เพื่อปรับระดับความเข้มของสนามแม่เหล็ก (โดยทั่วไปกำหนดที่ 80–120% RMT)
    1. การกำหนดโปรโตคอลตามพยาธิสภาพเฉพาะโรค (Targeted Neuromodulation Protocols):
      • Alzheimer’s / Cognitive Decline:ใช้โปรโตคอลกระตุ้นบริเวณ Left/Right DLPFC, Precuneus หรือเครือข่าย Default Mode Network (DMN) ร่วมกับการบำบัดด้วย Cognitive Training
      • Parkinson’s Disease:กระตุ้น Supplementary Motor Area (SMA) หรือ Primary Motor Cortex (M1) เพื่อฟื้นฟูการทำงานของ Basal Ganglia-Thalamocortical Loop
      • Autism Spectrum Disorder / Developmental Delay:ใช้ Low-frequency rTMS หรือ cTBS บริเวณ Left Dorsolateral Prefrontal Cortex หรือ Right Temporoparietal Junction เพื่อลดภาวะ Cortical Hyperexcitability
TMS 3
    1. การรักษาร่วมเชิงบูรณาการ (Integrative Synergy):เสริมด้วยการให้สารอาหารบำบัดระบบประสาท (Neuro-nutrients เช่น Citicoline, Acetyl-L-Carnitine, Omega-3s) และ Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) เพื่อสนับสนุนการทำงานระดับไมโตคอนเดรีย
    1. ระยะเวลาการรักษาและการประเมินซ้ำ (Course & Monitoring):ดำเนินการ 20–30 ครั้ง (สัปดาห์ละ 3–5 วัน ครั้งละ 15–30 นาที) และทำการประเมินซ้ำทุก 10–15 ครั้ง

ประโยชน์ (Benefits)

  • ระยะสั้น: เพิ่มความตื่นตัวของสมอง (Alertness), เพิ่มการไหลเวียนโลหิตเฉพาะที่, ลดอาการเกร็งหรือเคลื่อนไหวช้าในโรคพาร์กินสัน, ลดภาวะสมาธิสั้นหรือพฤติกรรมก้าวร้าวในกลุ่มพัฒนาการล่าช้า
  • ระยะยาว: ชะลออัตราการเสื่อมของเนื้อสมอง, ฟื้นฟูความจำในการทำงาน (Working Memory), ปรับปรุงทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่มออทิสติก, เพิ่ม Neuroplasticity รองรับการฟื้นฟูกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด
TMS 4

ผู้ที่อาจจะได้รับประโยชน์จากการรักษา (Indications)

  • กลุ่มโรคความเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegenerative Diseases):
    • ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI)
    • โรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง (Early-to-Moderate Alzheimer’s Disease)
    • โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) ทั้งอาการด้านการเคลื่อนไหวและการรู้คิด
  • กลุ่มความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท (Neurodevelopmental Disorders):
    • กลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder: ASD)
    • เด็กที่มีภาวะพัฒนาการล่าช้าด้านการสื่อสารและการเคลื่อนไหว (Global Developmental Delay)
    • โรคสมาธิสั้น (ADHD) ที่ตอบสนองต่อยาไม่เต็มที่
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทอื่นๆ: ภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือด (Vascular Dementia), การฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมอง (Post-Stroke Rehabilitation)
TMS 5

ข้อห้าม (Contraindications)

  • ข้อห้ามเด็ดขาด (Absolute Contraindications):
    • มีโลหะหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังอยู่ภายในหรือใกล้บริเวณศีรษะ (ระยะ < 30 ซม.) เช่น แผ่นโลหะดามกะโหลก, Cochlear implants, Deep Brain Stimulation (DBS), Aneurysm clips
    • ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Cardiac Pacemaker) หรือเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD)
  •  ภาวะที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษก่อนการรักษา  (Relative Contraindications):
    • ประวัติโรคลมชักที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีภาวะ Severe Cortical Irritability บนคลื่นไฟฟ้าสมอง
    • ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง (Increased ICP)
TMS 6

ข้อควรระวัง (Precautions)

  • ความเสี่ยงต่อการชัก (Seizure Risk): แม้มีอัตราการเกิดต่ำมาก (< 0.01%) ต้องควบคุมพารามิเตอร์ของคลื่นความถี่และระยะพัก (Inter-train interval) ให้อยู่ในกรอบความปลอดภัยสากล (Safety Guidelines)
  • อาการปวดศีรษะและกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกชั่วคราว (Transient Headache / Scalp Discomfort): พบได้บ่อยระหว่างทำและหายได้เอง
  • การสูญเสียการได้ยินชั่วคราว: ในผู้ที่ไวต่อเสียงรบกวน อาจต้องใส่อุปกรณ์อุดหู (Earplugs อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน ) ป้องกันเสียงคลิกความถี่สูง จากการทำงานของคอยล์
  • การใช้ร่วมกับยา: ต้องระวังยากลุ่มที่ลด Seizure Threshold เช่น Bupropion, Clomipramine

บทสรุป (Conclusion)

การประยุกต์ใช้ TMS เชิงบูรณาการร่วมกับโปรโตคอลสมัยใหม่เป็นกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบประสาท (Disease-Modifying Neuromodulation) ที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงบรรเทาอาการตามกลุ่มโรคแบบเดิม แต่ยังช่วยฟื้นฟูสรีรวิทยาระดับเซลล์ ความยืดหยุ่นของไซแนปส์ และระบบไหลเวียนโลหิต แม้หลักฐานเชิงประจักษ์ขนาดใหญ่ (Large-scale RCTs) ในโรคความเสื่อมและพัฒนาการบางกลุ่มยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและสะสมข้อมูลเพิ่มเติม แต่กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาและผลการศึกษาทางคลินิกระยะเริ่มต้นยืนยันถึงความปลอดภัยและบทบาทสำคัญในการเป็นเครื่องมือเสริมการรักษาแบบองค์รวม

  1. Barker, A. T., Jalinous, R., & Freeston, I. L. (1985). Non-invasive magnetic stimulation of human motor cortex. The Lancet, 325(8437), 1106-1107.
  2. Lefaucheur, J. P., et al. (2020). Evidence-based guidelines on the therapeutic use of repetitive transcranial magnetic stimulation (rTMS): An update (2014–2018). Clinical Neurophysiology, 131(2), 474-528.
  3. Chou, Y. H., et al. (2020). Effects of repetitive transcranial magnetic stimulation on motor symptoms in Parkinson disease: A systematic review and meta-analysis. JAMA Neurology, 77(4), 481-489.
  4. Casanova, M. F., et al. (2021). rTMS in Autism Spectrum Disorder: Mechanisms and Clinical Applications. Translational Neuroscience, 12(1), 120-135.
  5. Menardi, A., et al. (2022). Transcranial Brain Stimulation in Neurodegenerative Diseases: From Plasticity to Therapy. Frontiers in Aging Neuroscience, 14, 829567.

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

เนื้อหาจัดทำโดย แอ็บโซลูท เฮลธ์ · ดูทีมแพทย์ของ Absolute Health

เผยแพร่เนื้อหา: 25 กรกฎาคม 2568 · ปรับปรุงล่าสุด: 29 กันยายน 2569