Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / Photodynamic Therapy

Photodynamic Therapy

Photodynamic Therapy

Photodynamic AH Banner 01

คำอธิบายและความเป็นมา (Description & Background)

โฟโตไดนามิกบำบัด (Photodynamic Therapy: PDT) คือกระบวนการรักษาทางการแพทย์ที่อาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สารไวแสง (Photosensitizer: PS), แสงที่มีความยาวคลื่นจำเพาะ (Specific Wavelength Light) เช่น เลเซอร์พลังงานต่ำ (Low-Level Laser Therapy: LLLT) และออกซิเจนในระดับเนื้อเยื่อ (Molecular Oxygen)

แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย Oscar Raab และ Hermann von Tappeiner ผู้ค้นพบปรากฏการณ์ที่สารเคมีบางชนิดสามารถฆ่าจุลชีพได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง ต่อมาได้มีการพัฒนาไปสู่การรักษารอยโรคทางผิวหนังและเนื้องอก ปัจจุบันในเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์การทำงาน มีการประยุกต์ใช้ PDT ร่วมกับสารไวแสงธรรมชาติและสารสังเคราะห์ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดกลืนพลังงานแสงของเนื้อเยื่อเป้าหมายโดยไม่ต้องเพิ่มความเข้มข้นของพลังงานเลเซอร์จนเกิดความร้อนทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง (Thermal Damage)

Photodynamic AH 1

กลไกทางชีววิทยาและอื่นๆ (Biological Mechanisms & Others)

เมื่อสารไวแสง (Photosensitizer) ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์เป้าหมายและได้รับพลังงานโฟตอนจากแสงที่มีความยาวคลื่นตรงกับสเปกตรัมการดูดกลืน สารไวแสงจะถูกกระตุ้นจากสถานะพื้น (Ground State) ไปสู่สถานะกระตุ้น (Excited Triplet State) และถ่ายโอนพลังงานผ่าน 2 กลไกหลัก:

  • ปฏิกิริยาประเภทที่ 1 (Type I Reaction): การถ่ายโอนอิเล็กตรอนหรือไฮโดรเจนไปยังโมเลกุลชีวภาพ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เช่น Superoxide Anion () และ Hydroxyl Radical ()
  • ปฏิกิริยาประเภทที่ 2 (Type II Reaction): การถ่ายโอนพลังงานโดยตรงไปยังโมเลกุลออกซิเจน เกิดเป็น Singlet Oxygen () ซึ่งเป็นออกซิเจนที่มีปฏิกิริยาสูงยิ่งยวด

สารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นส่งผลต่อสรีรวิทยาของเซลล์ ดังนี้:

  1. การเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ (Cell Death Induction): Singlet Oxygen ก่อให้เกิดการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และเยื่อหุ้มไมโทคอนเดรีย กระตุ้นกระบวนการ Apoptosis, Necrosis หรือ Autophagy ในเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์มะเร็ง
  2. การปิดกั้นระบบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรอยโรค (Vascular Occlusion): ทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือดเฉพาะที่ (Endothelial Cells) ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดและตัดวงจรสารอาหารของเนื้องอก
  3. การกระตุ้นภูมิคุ้มกันระดับระบบ (Immunogenic Cell Death – ICD): กระตุ้นการหลั่ง Damage-Associated Molecular Patterns (DAMPs) ชักนำให้เม็ดเลือดขาวเข้ามากำจัดเซลล์กลายพันธุ์อย่างจำเพาะเจาะจง
Photodynamic AH 2

ความจำเพาะของสารไวแสงและความยาวคลื่นแสง:

  • Chlorophyll / Chlorin e6 (Ce6): ดูดกลืนแสงสีแดง (Red Light, ~650–670 nm) เพื่อทะลุทะลวงเนื้อเยื่อชั้นลึก กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเหนี่ยวนำการสลายเซลล์เนื้องอก
  • Curcumin: สารสกัดจากขมิ้น ดูดกลืนแสงสีน้ำเงิน (Blue Light, ~405–450 nm) มีฤทธิ์ต้านจุลชีพและลดไซโตไคน์อักเสบเฉพาะที่
  • Hypericin (St. John’s Wort Extract): ดูดกลืนแสงสีเหลือง (Yellow Light, ~570–590 nm) มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทและฟื้นฟูภาวะอารมณ์
  • Indocyanine Green (ICG): ดูดกลืนแสงอินฟราเรดย่านใกล้ (Near-Infrared: NIR, ~780–810 nm) ซึ่งมีระยะการทะลุทะลวงเนื้อเยื่อได้ลึกที่สุด เหมาะสำหรับพยาธิสภาพในชั้นลึก
Photodynamic AH 3

ขั้นตอนการปฏิบัติ (Practical Steps)

  1. การบริหารสารไวแสง (Photosensitizer Administration): ให้สารไวแสงผ่านทางหลอดเลือดดำ (Intravenous) หรือรับประทาน (Oral Intake) ตามชนิดของสารและตำแหน่งพยาธิสภาพ
  2. ระยะพักสะสมสารในเนื้อเยื่อ (Drug-to-Light Interval: DLI): รอระยะเวลา 1–4 ชั่วโมง (ขึ้นกับเภสัชจลนศาสตร์ของสารแต่ละชนิด) เพื่อให้สารไวแสงแทรกซึมและสะสมในเซลล์ที่มีการแบ่งตัวสูงหรือเซลล์เป้าหมายอย่างเต็มที่
  3. การฉายพลังงานแสง (Photo-irradiation): ฉายแสงเลเซอร์พลังงานต่ำ (LLLT) หรือแสง LED ทางการแพทย์ที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง เช่น แสงสีแดงสำหรับกระตุ้น Ce6 หรือแสงใกล้อินฟราเรดสำหรับ ICG โดยกำหนดระยะเวลาและปริมาณพลังงาน (Fluence: ) อย่างแม่นยำ
  4. การปฏิบัติตัวหลังรับการรักษา (Post-treatment Protocol): หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าหรือแสงไฟความเข้มข้นสูงเป็นเวลา 24–48 ชั่วโมง พร้อมดื่มน้ำสะอาดเพื่อเร่งการขับถ่ายของเสียทางระบบน้ำเหลืองและไต
Photodynamic AH 4

ประโยชน์ (Benefits)

  • ความจำเพาะสูงต่อเซลล์เป้าหมาย (High Selectivity): ทำลายเฉพาะเซลล์ที่จับกับสารไวแสง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงที่แข็งแรง
  • ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา (No Acquired Resistance): เนื่องจากกลไกทำลายเซลล์อาศัยปฏิกิริยาออกซิเดชันโดยตรง
  • กระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Priming): เหนี่ยวนำภูมิคุ้มกันร่างกายให้จดจำแอนติเจนของเซลล์ที่ตาย
  • ผลข้างเคียงต่ำ (Minimal Systemic Toxicity): สารไวแสงส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นพิษต่อร่างกายหากไม่ถูกกระตุ้นด้วยแสง

ผู้ที่อาจจะได้รับประโยชน์จากการรักษา (Indications)

  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิดและรอยโรคก่อนมะเร็ง (Actinic Keratosis, Basal Cell Carcinoma)
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อเรื้อรังเฉพาะที่หรือในกระแสเลือด (Bacterial, Viral, and Fungal Infections)
  • ผู้ที่มีภาวะการอักเสบเรื้อรังของระบบเนื้อเยื่อและข้อ
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของไมโทคอนเดรียในระดับเซลล์ (Mitochondrial Rejuvenation)
Photodynamic AH 5

ข้อห้าม (Contraindications)

  • ข้อห้ามเด็ดขาด (Absolute Contraindications):
    • ผู้ป่วยโรคพอร์ฟีเรีย (Porphyria) ทุกชนิด
    • ผู้ที่มีประวัติแพ้สารไวแสงชนิดนั้นๆ อย่างรุนแรง (Severe Hypersensitivity)
  • ภาวะที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษก่อนการรักษา (Relative Contraindications):
    • สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร
    • ผู้ป่วยภาวะตับหรือไตวายขั้นรุนแรง (ส่งผลต่อการขับสารไวแสง)

ข้อควรระวัง (Precautions)

  • ภาวะไวต่อแสงของผิวหนังและดวงตา (Cutaneous & Ocular Photosensitivity): ต้องสวมแว่นตาป้องกันแสงเลเซอร์และหลีกเลี่ยงแสงสว่างจ้าทันทีหลังรับการบำบัด
  • ปฏิกิริยาการอักเสบเฉพาะที่ (Localized Inflammatory Reaction): อาจมีอาการบวม แดง หรือแสบร้อนในบริเวณที่ฉายแสง ซึ่งเป็นผลจากการแตกตัวของเซลล์เป้าหมาย
  • ข้อจำกัดด้านการวิจัยขนาดใหญ่: แม้กลไกชีวภาพจะมีความชัดเจนและได้รับการรับรองในมะเร็งบางชนิด แต่การประยุกต์ใช้สารไวแสงจากธรรมชาติทางเวชศาสตร์บูรณาการยังมีหลักฐานทางคลินิกระยะที่ 3 (Phase III Trials) ในวงจำกัด จำเป็นต้องติดตามผลการรักษาอย่างเป็นระบบ
Photodynamic AH 6

บทสรุป (Conclusion)

Photodynamic Therapy (PDT) เป็นนวัตกรรมการรักษาทางชีวฟิสิกส์ที่บูรณาการระหว่างปฏิกิริยาชีวเคมีและฟิสิกส์เชิงแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้สารไวแสงร่วมกับเลเซอร์พลังงานต่ำเปิดโอกาสในการทำลายเซลล์ที่ผิดปกติได้อย่างจำเพาะเจาะจง ลดอันตรายต่อเซลล์ปกติ และช่วยเสริมสร้างกระบวนการภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม แม้หลักฐานเชิงประจักษ์ในสารสกัดทางเลือกบางประเภทยังต้องการการวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติม แต่หลักการทางพยาธิสรีรวิทยาชี้ชัดว่า PDT มีศักยภาพสูงในการนำมาพัฒนาเป็นแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคลในอนาคต

  1. Agostinis, P., et al. (2011). Photodynamic therapy of cancer: An update. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 61(4), 250-281.
  2. Castano, A. P., Mroz, P., & Hamblin, M. R. (2006). Photodynamic therapy and anti-tumour immunity. Nature Reviews Cancer, 6(7), 535-545.
  3. Dougherty, T. J., et al. (1998). Photodynamic therapy. Journal of the National Cancer Institute, 90(12), 889-905.
  4. Hamblin, M. R. (2018). Antimicrobial photodynamic inactivation: A bright new technique to kill resistant microbes. Current Opinion in Microbiology, 33, 67-73.
  5. Kessel, D. (2019). Photodynamic therapy: From the laboratory to the clinic. Photochemistry and Photobiology, 95(1), 11-23.

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

เนื้อหาจัดทำโดย แอ็บโซลูท เฮลธ์ · ดูทีมแพทย์ของ Absolute Health

เผยแพร่เนื้อหา: 26 กรกฎาคม 2568 · ปรับปรุงล่าสุด: 29 กันยายน 2569