Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / H.O.T

H.O.T

H.O.T

Banner

Hematogenous Oxidation Therapy วิทยาการโอโซนบำบัด การสร้างกระบวนการ Oxidation ในเลือด

1. บทนำสู่วิทยาการโอโซนทางการแพทย์

ศาสตร์การใช้โอโซนทางการแพทย์ (Medical Ozone Therapy) ได้รับการพัฒนาและเป็นที่ถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์มาอย่างยาวนานกว่าศตวรรษ ในอดีต การใช้ก๊าซโอโซน O₃  ถูกมองด้วยความระแวดระวังเนื่องจากความเป็นพิษอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจเมื่อสูดดมโดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อวิทยาการทางชีวเคมีก้าวหน้าขึ้น ข้อเท็จจริงทางสรีรวิทยาได้เผยให้เห็นว่า เมื่อนำโอโซนมาใช้ในความเข้มข้นที่ควบคุมได้อย่างแม่นยำ และผ่านวิถีทางการบริหารยาที่ถูกต้อง (เช่น การผสมกับเลือดภายนอกร่างกาย หรือการให้ทางเยื่อบุลำไส้โดยตรง) ก๊าซชนิดนี้จะเปลี่ยนสถานะจากสารพิษไปสู่สารกระตุ้นทางชีวภาพ (Biological Response Modifier) ที่ทรงประสิทธิภาพ1

ปัจจุบัน ฐานข้อมูลบรรณานุกรมทางการแพทย์ที่สำคัญระดับโลกอย่าง PubMed ได้รวบรวมบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโอโซนบำบัดไว้มากกว่า 4,000 บทความ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาในระดับหลอดทดลอง (In vitro) การศึกษาในสัตว์ทดลอง (In vivo) ไปจนถึงการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials – RCTs) ตลอดจนการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis)1

ปริมาณและคุณภาพของงานวิจัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่บ่งชี้ว่า โอโซนบำบัดได้ก้าวข้ามขอบเขตของการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) เข้าสู่การเป็นการแพทย์เสริมและแพทย์บูรณาการ (Integrative and Complementary Medicine) ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับอย่างเป็นรูปธรรม3

รายงานฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกถึงประวัติศาสตร์และจุดกำเนิดของการทำ Hematogenous Oxidation Therapy (H.O.T.) การเปลี่ยนผ่านสู่เทคนิคโอโซนบำบัดในยุคปัจจุบัน กลไกการออกฤทธิ์ระดับเซลล์ และพยาธิสภาพของโรคที่อาจได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษานี้

h o t 01

2. ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ: จากจุดกำเนิดสู่มาตรฐานสากล

ประวัติศาสตร์ของการนำโอโซนมาใช้ทางการแพทย์มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับการค้นพบทางเคมีและฟิสิกส์ในยุโรป ก๊าซโอโซนถูกค้นพบและตั้งชื่อเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1840 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน Christian Friedrich Schönbein ถัดจากนั้นไม่นาน ในปี ค.ศ. 1857 Werner von Siemens ได้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดโอโซนเครื่องแรกของโลก ซึ่งปูทางไปสู่การประยุกต์ใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มและเครื่องมือแพทย์4

ความสนใจในการนำโอโซนมาใช้กับร่างกายมนุษย์เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อ Nikola Tesla นักประดิษฐ์อัจฉริยะได้จดสิทธิบัตรเครื่องกำเนิดโอโซนในปี ค.ศ. 1896 และเริ่มผลิตน้ำมันมะกอกที่ผ่านกระบวนการโอโซน (Ozonated olive oil) เพื่อใช้ทางการแพทย์9

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-1918) แพทย์ทหารได้นำโอโซนมาใช้รักษาบาดแผลติดเชื้อ ภาวะเนื้อตายเน่า (Gangrene) และผลกระทบจากก๊าซพิษอย่างแพร่หลาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติต้านจุลชีพและกระตุ้นการสมานแผลที่โดดเด่น9

h o t 02

2.1 กำเนิดของ Hematogenous Oxidation Therapy (H.O.T.)

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การบริหารโอโซนผ่านระบบเลือด (Systemic therapy) เกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 เมื่อศาสตราจารย์ นพ. Fritz Wehrli แพทย์ชาวสวิส และ H. Steinbart ได้คิดค้นและตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่เรียกว่า Hematogenous Oxidation Therapy (H.O.T.) หรือในภาษาเยอรมันคือ “Hämatogene Oxidationstherapie” ในปี ค.ศ. 1954 และ 195612

กระบวนการ H.O.T. เป็นวิธีการรักษาแบบดึงเลือดผู้ป่วยออกมาภายนอกร่างกาย (Extracorporeal blood treatment) โดยแพทย์จะเจาะเลือดผู้ป่วยประมาณ 50 ถึง 100 มิลลิลิตร นำมาผสมกับสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด จากนั้นนำไปทำปฏิกิริยาให้เกิดฟอง (Foaming) ร่วมกับก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายในอุปกรณ์ที่เป็นหลอดแก้วควอตซ์ (Quartz ampoule) ขั้นตอนสำคัญคือการนำหลอดแก้วดังกล่าวไปฉายด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV-C) ซึ่งแสง UV จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมีแสง (Photochemical process) เปลี่ยนออกซิเจนบางส่วนให้กลายเป็นโอโซนและสารกลุ่ม Reactive Oxygen Species (ROS) สารกระตุ้นเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบของเลือด ก่อนที่เลือดซึ่งได้รับการ “กระตุ้นและทำความสะอาด” แล้วจะถูกหยดกลับคืนสู่หลอดเลือดดำของผู้ป่วย12

แนวคิดพื้นฐานของ นพ. Wehrli คือการใช้ก๊าซโอโซนที่เกิดขึ้นชั่วขณะร่วมกับรังสี UV เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญระดับเซลล์ ปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิต และเพิ่มความสามารถในการขนส่งออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในคลินิกเพื่อรักษาโรคหอบหืด ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน และความเสื่อมตามวัย14

อย่างไรก็ตาม กระบวนการ H.O.T. UV แบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดทั้งความไม่แน่นอนในความเข้มข้นของโอโซน และการนำอุปกรณ์แท่งแก้วกระจาย UV กลับมาใช้ซ้ำ แบบเดียวกับเครื่องมือแพทย์ในห้องผ่าตัด จึงเป็นที่มาของการพัฒนา H.O.T. ยุคใหม่ที่เรียกว่า Major Ozone Autohemotherapy (MAH Ozone) มาถึงปัจจุบัน โดยวงการแพทย์เรียกชื่อใหม่ว่า H.O.T. Ozone

h o t 03

2.2 การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Major Ozone Autohemotherapy (MO-AHT)

ในปี ค.ศ. 1957 ถึง 1958 นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน Joachim Hänsler ได้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดโอโซนทางการแพทย์เครื่องแรกที่สามารถควบคุมความเข้มข้นของส่วนผสมระหว่างออกซิเจนและโอโซนได้อย่างแม่นยำในระดับไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร7

ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมนี้ทำให้ นพ. Hans Wolff (ค.ศ. 1927–1980) สามารถพัฒนากระบวนการรักษาแบบใหม่ในทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970 ซึ่งต่อมาเรียกว่า Major Ozone Autohemotherapy (MO-AHT หรือ MAH) โดยนำเลือดของผู้ป่วยมาสัมผัสโดยตรงกับก๊าซผสม O₂ – O₃ ที่ผลิตจากเครื่องกำเนิดโอโซนเข้าสู่ขวดแก้วสุญญากาศที่ปราศจากเชื้อและออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use disposable systems)7

จึงปลอดภัยจากการติดเชื้อได้อย่างเด็ดขาด และสามารถปรับขนาดยา (Dosage) กำหนดความเข้มข้นของโอโซนได้อย่างละเอียด สูงสุดไม่เกิน 5% (ส่วนที่เหลือ 95% คือออกซิเจนบริสุทธิ์) เพื่อให้สอดคล้องกับพยาธิสภาพของโรคแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ1

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การรักษานี้ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ ศาสตราจารย์ Velio Bocci ได้ตีพิมพ์ผลงาน “Ozone: A New Drug” ในปี 2002 ซึ่งอธิบายกลไกทางอณูชีววิทยาของโอโซนในระบบเลือดมนุษย์ได้อย่างกระจ่างชัด8 ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 คณะกรรมการวิทยาศาสตร์นานาชาติด้านโอโซนบำบัด (ISCO3) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น และนำไปสู่การร่างปฏิญญามาดริด (Madrid Declaration on Ozone Therapy) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากลที่กำหนดขนาดยาและมาตรฐานความปลอดภัย นำไปสู่การยอมรับและบรรจุโอโซนบำบัดเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของหลายประเทศทั่วโลก เช่น รัสเซีย, คิวบา, สเปน, อิตาลี และยูเครน เป็นต้น8

h o t 04

3. กลไกทางชีวเคมีและอณูชีววิทยาของโอโซนทางการแพทย์

แท้จริงแล้ว ก๊าซโอโซนไม่เคยเข้าสู่กระแสเลือดส่วนกลางในรูปของก๊าซ O₃ เลย เนื่องจากโอโซนมีความไวต่อการเกิดปฏิกิริยาสูงมาก (Extreme reactivity) ทันทีที่โอโซนสัมผัสกับของเหลวทางชีวภาพ (Biological fluids) เช่น พลาสมา มันจะสลายตัวและทำปฏิกิริยากับสารชีวโมเลกุลในเวลาเพียงเสี้ยวพันวินาที (Milliseconds)1

การสลายตัวนี้นำไปสู่การสร้างโมเลกุลสื่อกลางที่เป็นตัวกำหนดฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่เกิดจากส่วนประกอบในพลาสมา ทำปฏิกิริยากับ Ozone เกิดเป็น ROS และ Ozonide ซึ่ง Ozonide ก็คือสารอินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยากับโอโซน ตัวอย่างเช่น Lipid Oxidation Products (LOPs) และพบว่ามีความคงตัวอยู่ได้นาน เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต แล้วออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่าง ๆ เราอาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่า โอโซนไม่เคยเป็นยาเลย แต่เป็น prodrug ที่เมื่อสัมผัสกับเลือดในเวลาเพียงเสี้ยววินาที แล้วเปลี่ยนไขมันที่อยู่ในพลาสมาให้กลายเป็นตัวยาที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ Ozonide

h o t 05

3.1 ปรากฏการณ์ Ozone Paradox และ Oxidative Eustress

ข้อควรระวังประการสำคัญคือ ห้ามสูดดมก๊าซโอโซนเข้าสู่ปอดโดยเด็ดขาด เนื่องจากพื้นที่ผิวถุงลมปอดของมนุษย์กว่า 70 ตารางเมตร มีปริมาณของเหลวเคลือบผิวและสารต้านอนุมูลอิสระอยู่น้อยมาก ทำให้เนื้อเยื่อปอดไม่สามารถทนทานต่อปฏิกิริยาออกซิเดชันของโอโซน นำไปสู่การอักเสบและเป็นพิษอย่างรุนแรง2

ในทางตรงกันข้าม พลาสมาและระบบเลือดมีระบบบัฟเฟอร์ที่ประกอบไปด้วยเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระปริมาณมหาศาล (เช่น Glutathione, Uric acid, Ascorbic acid, และ Albumin) เมื่อก๊าซโอโซนละลายเข้าสู่เลือด การทำปฏิกิริยาจะถูกควบคุมและทำให้เป็นกลาง ก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ความเครียดออกซิเดชันระดับอ่อนแบบชั่วคราว” (Mild and Transitory Oxidative Eustress) ภาวะนี้เป็นการกระตุ้นเซลล์ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าระดับที่เป็นพิษ ซึ่งตามหลักการกระตุ้นการปรับตัวของเซลล์ (Hormesis) จะส่งผลให้เซลล์ตื่นตัวและเปิดสวิตช์ระบบป้องกันตนเองขั้นสูง1 กลไกนี้จึงอธิบายความขัดแย้ง (Paradox) ที่ว่า เหตุใดก๊าซที่มีคุณสมบัติออกซิไดซ์อย่างรุนแรง จึงกลายมาเป็นรากฐานของ การกระตุ้นกลไกต้านอนุมูลอิสระอย่างเป็นระบบในร่างกายมนุษย์1

h o t 06

3.2 การยับยั้งการอักเสบผ่าน NF-κB และการต้านอนุมูลอิสระผ่าน Keap1/Nrf2

ROS (เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์) H₂O₂ ทำหน้าที่เป็นสารสื่อกลางระยะสั้น ที่ซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดและเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญในทันที ในขณะที่ LOPs (โดยเฉพาะอัลดีไฮด์ชนิด 4-Hydroxy-2-nonenal หรือ 4-HNE) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยา Criegee reaction ระหว่างโอโซนและกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated fatty acids) จะทำหน้าที่เป็นสารสื่อกลางระยะยาว ที่กระจายไปตามกระแสเลือดเพื่อส่งสัญญาณไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย1

4-HNE จะเข้าไปจับกับโปรตีน Keap1 (Kelch-like ECH-associated protein 1) ซึ่งปกติจะยึดเกาะและยับยั้ง Nrf2 (Nuclear factor erythroid 2-related factor 2) ไว้ในไซโทพลาซึม การจับตัวนี้ทำให้ Nrf2 เป็นอิสระและเคลื่อนตัวเข้าสู่นิวเคลียส เพื่อจับกับลำดับดีเอ็นเอที่เรียกว่า Antioxidant Response Elements (ARE)

กระบวนการนี้ทำให้เกิดการถอดรหัสยีนที่สร้างเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชุดใหญ่ขึ้นมาอย่างมหาศาล ประกอบด้วย:

  • Superoxide Dismutase (SOD)
  • Catalase (CAT)
  • Glutathione Peroxidase (GPx)
  • Glutathione Reductase (GR)
  • Heme Oxygenase-1 (HO-1)1

ควบคู่ไปกับการกระตุ้น Nrf2 โอโซนยังมีฤทธิ์ยับยั้งวิถีสัญญาณ Nuclear factor-kappaB (NF-κB) ซึ่งเป็นปัจจัยการถอดรหัสหลัก ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน ที่ทำให้เกิดการอักเสบ (Pro-inflammatory genes) เช่น Interleukin-1β (IL-1β), Interleukin-6 (IL-6), Interleukin-8 (IL-8), Cyclooxygenase-2 (COX-2) และ Tumor Necrosis Factor-α (TNF-α)1

การยับยั้งการอักเสบและการกระตุ้นการต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ ทำให้โอโซนบำบัดเป็น กระบวนการปรับปรุงภูมิต้านทาน Immunomodulator ที่มีประสิทธิภาพสูง

h o t 07

3.3 คุณสมบัติการจัดส่งออกซิเจนไปยังอวัยวะเป้าหมาย

เมื่อพิจารณาในระดับเม็ดเลือดแดง (Erythrocytes) โอโซนจะกระตุ้นกระบวนการไกลโคไลซิส (Glycolysis) นำไปสู่การเพิ่มระดับของ 2,3-Diphosphoglycerate (2,3-DPG) ในเซลล์ สารนี้มีหน้าที่ลดความจับแน่น (Affinity) ระหว่างออกซิเจนกับฮีโมโกลบิน ส่งผลให้เส้นโค้งการแตกตัวของออกซิเจน (Oxyhemoglobin dissociation curve) เลื่อนไปทางขวา (Right shift) ทำให้เม็ดเลือดแดงสามารถปลดปล่อยออกซิเจนให้แก่เนื้อเยื่อส่วนปลาย (Peripheral tissues) ที่อยู่ในภาวะขาดเลือด (Hypoxia) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ1

ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยา Lipid peroxidation ที่เกิดขึ้นชั่วคราวบนเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงจะส่งผลให้เซลล์มีความยืดหยุ่นและการเปลี่ยนรูป (Deformability) เพิ่มขึ้น เมื่อเม็ดเลือดแดงเดินทางไปถึงหลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก (Capillaries) แทนที่จะจับตัวกันเป็นก้อน เซลล์จะจัดเรียงตัวกันเป็นแถวเรียงเดี่ยวและไหลผ่านแกนกลางของหลอดเลือดได้อย่างลื่นไหล (Fahraeus-Lindquist effect) คุณสมบัตินี้ผสานกับการกระตุ้นเอนไซม์ Nitric Oxide Synthase (NOS) ที่ทำให้เกิดการหลั่ง Nitric Oxide (NO) จากเซลล์บุผนังหลอดเลือด ช่วยป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ขยายหลอดเลือด และลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันขนาดเล็ก (Microthrombi) ได้อย่างบูรณาการ1

4. วิถีการบริหารยาของโอโซนบำบัดในปัจจุบัน (Routes of Administration)

เพื่อให้สอดรับกับพยาธิสภาพของโรคและความต้องการทางสรีรวิทยา การประยุกต์ใช้ก๊าซโอโซนทางการแพทย์ได้ถูกจำแนกออกเป็นหลายเทคนิค ซึ่งสามารถสรุปเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้:

วิธีการบริหารยา (Route of Administration)

คำอธิบายกระบวนการและกลไกหลัก

การประยุกต์ใช้ทางคลินิก (ตัวอย่าง)

Major Ozone Autohemotherapy (MO-AHT)

ดึงเลือดผู้ป่วย (50–200 มล.) ผสมกับ      O₃ / O₂ ภายนอกร่างกาย แล้วนำกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำ เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานแบบเป็นระบบ (Systemic activation)

ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง, อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง โรคแพ้ภูมิตัวเอง ภาวะพายุไซโตไคน์ใน COVID-19 การบาดเจ็บจากการขาดเลือด (Ischemia)1

Ozone High Dose Therapy (10-Pass OHT)

ดึงเลือดผสมโอโซนและฉีดกลับคืนสู่ร่างกาย อย่างรวดเร็วภายใต้ความดัน ทำซ้ำ 10 รอบ (L1 Method) สามารถส่งผ่านโอโซนได้สูงสุดถึง 140,000 µg ปรับปรุงกระบวนการสร้างพลังงานของไมโทคอนเดรีย

โรคความเสื่อมเรื้อรังรุนแรง  มะเร็งระยะแพร่กระจายที่ดื้อต่อยา  อาการอักเสบเรื้อรัง13

Minor Ozone Autohemotherapy (mO-AHT)

ดึงเลือดผู้ป่วยปริมาณน้อย (5–10 มล.) ผสมก๊าซโอโซน แล้วฉีดกลับเข้าทางกล้ามเนื้อ (Intramuscular) เลือดที่ถูกออกซิไดซ์จะทำหน้าที่เสมือนวัคซีนกระตุ้นภูมิต้านทาน (Auto-vaccine)

โรคติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง (เช่น เชื้อเริม, CMV, งูสวัด), โรคภูมิแพ้, สิวรุนแรง12

Rectal Insufflation (การสวนทวารด้วยก๊าซโอโซน)

ฉีดพ่นก๊าซโอโซนเข้าทางทวารหนัก โอโซนจะทำปฏิกิริยากับเมือกในลำไส้ สารสื่อกลางจะถูกดูดซึมเข้าสู่ตับผ่านเส้นเลือดตับ (Portal vein) ให้ผลลัพธ์ของ MAH ในกรณีที่หาหลอดเลือดดำยาก

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, เลือดออกในลำไส้ตรงจากรังสีบำบัด (Radiation proctitis), ตับอักเสบ14

Vaginal Insufflation (การสวนช่องคลอดด้วยโอโซน)

ฉีดพ่นก๊าซโอโซนและกักก๊าซไว้ภายในช่องคลอด

 การติดเชื้อไวรัส HPV รอยโรคที่ปากมดลูก

Topical Ozonated Oil / Water (การใช้ภายนอก)

ก๊าซโอโซนทำปฏิกิริยากับกรดไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำมันพืชเกิดเป็น 1,2,4-trioxolane ที่มีความเสถียร หรือการละลายในน้ำเกลือ ใช้ทาหรือชะล้างแผลเพื่อฆ่าเชื้อและสมานแผล

แผลเบาหวาน (DFU), แผลกดทับ, การติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา (MRSA)  โรคผิวหนัง  การล้างแผลในช่องปากและกระดูกขากรรไกร  โรคไวรัส HPV7

h o t 08

5. การประยุกต์ใช้ทางคลินิก: สภาวะโรคที่ได้รับประโยชน์จากโอโซนบำบัด

จากการสังเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed สภาวะความเจ็บป่วยหลายประการสามารถบรรเทาลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วยการใช้โอโซนบำบัดเป็น “การรักษาเสริม” (Adjuvant therapy) โดยสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มโรคหลัก ได้ดังนี้

5.1 มะเร็งวิทยาและการลดความเป็นพิษจากการรักษา (Oncology and Mitigation of Treatment Toxicity)

ในกระบวนการรักษามะเร็ง โอโซนบำบัดไม่ได้ถูกนำมาใช้ในฐานะยารักษามะเร็งโดยตรงเพื่อหวังผลการทำลายเนื้องอก (Curative intent) แต่อย่างใด ทว่าเป้าหมายหลักคือการลดภาวะขาดออกซิเจนของก้อนเนื้องอก (Tumor hypoxia) เพื่อเพิ่มความไวต่อรังสีบำบัด และที่สำคัญคือ การบรรเทาผลข้างเคียงและความเป็นพิษอันรุนแรง ที่เกิดจากรังสีบำบัดและยาเคมีบำบัดอย่างเป็นรูปธรรม7

ผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งมาตรฐาน

กลไกการบรรเทาพยาธิสภาพด้วยโอโซนบำบัด

ภาวะกระดูกขากรรไกรตาย (Osteonecrosis of the Jaw – ONJ) จากการฉายรังสีบริเวณศีรษะ/ลำคอ หรือยา Bisphosphonates

เนื้อเยื่อที่ตายและขาดออกซิเจนจากการฉายรังสี (Osteoradionecrosis) หรือจากยาลดการสลายกระดูก ได้รับการกระตุ้นการซ่อมแซมและหลั่ง Growth factors น้ำมันโอโซนและก๊าซโอโซนเพิ่มการสร้างหลอดเลือดใหม่ ยับยั้งการติดเชื้อซ้ำซ้อน และลดอาการปวดอย่างมีนัยสำคัญ3

ภาวะลำไส้ตรงอักเสบและมีเลือดออก (Hemorrhagic Radiation Proctitis) จากรังสีบำบัดมะเร็งต่อมลูกหมาก

การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำไส้และเลือดออกรุนแรงสามารถบรรเทาได้ด้วยการทำ Rectal insufflation ควบคู่กับการทาน้ำมันโอโซน ซึ่งช่วยห้ามเลือด ลดการอักเสบ ยับยั้งอนุมูลอิสระ และสมานเยื่อบุลำไส้ตรง ทำให้ผู้ป่วยลดความจำเป็นในการรับการถ่ายเลือด26

ความเป็นพิษต่อไตจากยา Methotrexate (MTX-induced Nephrotoxicity)

การทำ Ozone Preconditioning ในสัตว์ทดลองก่อนได้รับยา MTX ช่วยลดระดับ Malondialdehyde (MDA) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเกิด Lipid peroxidation ในเนื้อเยื่อไต และเพิ่มกิจกรรมของ Glutathione ป้องกันเซลล์ไตจากการถูกทำลายด้วยกระบวนการออกซิเดชัน28

ความเป็นพิษต่อหัวใจจากยา Doxorubicin (DOX-induced Cardiotoxicity)

ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน (Anthracyclines) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพและนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว โอโซนบำบัดแสดงผลลัพธ์ในการลดการหลั่ง Pro-BNP และปกป้องสัณฐานวิทยาของหัวใจห้องล่างซ้าย ผ่านการเพิ่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระเพื่อต่อต้าน ROS ที่เกิดจากยา28

การปรับสมดุลภูมิคุ้มกันหลังการผ่าตัดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer)

การให้สารละลายน้ำเกลือโอโซน (Ozonized Physiologic Saline) ทางหลอดเลือดดำหลังการผ่าตัด ช่วยฟื้นฟูจำนวน CD16+ ลิมโฟไซต์ และปรับระดับโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและมะเร็ง (sCD38, sCD95, sHLA-I) ให้กลับสู่ระดับปกติ ซึ่งเป็นการฟื้นฟูภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดจากความเครียดในการผ่าตัด28

5.2 โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ไวรัสวิทยา และพยาธิสภาพของ COVID-19

โอโซนมีศักยภาพในการทำลายจุลชีพ (Antimicrobial properties) อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งแบคทีเรียดื้อยา เชื้อรา และไวรัส สำหรับไวรัสที่มีชั้นไขมันหุ้ม (Enveloped viruses) เช่น SARS-CoV-2, Ebola, และ Hepatitis C กลไกของโอโซนมีความจำเพาะเจาะจง โดยก๊าซโอโซนจะทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับกลุ่ม Sulfhydryl (Thiol) บริเวณเรซิดิวของกรดอะมิโนซิสเทอีน (Cysteine) บนโปรตีนหนาม (Spike protein) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ไวรัสใช้เกาะติดและเข้าสู่เซลล์ของโฮสต์ การออกซิไดซ์นี้จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสามมิติของไวรัส ทำให้ไวรัสสูญเสียความสามารถในการก่อโรค (Virustatic effect) อย่างถาวร1

ในกรณีของผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง พยาธิสภาพไม่ได้เกิดจากไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่รุนแรงเกินไป (Cytokine storm) ซึ่งนำไปสู่ภาวะ ARDS, การบาดเจ็บของเซลล์บุผนังหลอดเลือด (Endothelial dysfunction) และการเกิดลิ่มเลือดอุดตันขนาดเล็กทั่วปอด (Diffuse alveolar damage with microthrombi)

การทำ H.O.T. ในผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่าโอโซนสามารถลดการแสดงออกของ IL-6 และ TNF-α ป้องกันความบกพร่องของระบบการแข็งตัวของเลือด (ลดระดับ D-dimer และ Fibrinogen) เพิ่มความยืดหยุ่นของเม็ดเลือดแดงให้สามารถฝ่าพื้นที่ที่มีลิ่มเลือดอุดตัน และเพิ่มการส่งออกซิเจนเพื่อแก้ไขภาวะ Hypoxemia ที่ดื้อต่อเครื่องช่วยหายใจ ส่งผลให้ระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลลดลงอย่างชัดเจน1

นอกจากนี้ ในการทดลองผู้ป่วยโรคตับอักเสบซีเรื้อรัง (HCV) จำนวน 52 รายที่ได้รับการทำ H.O.T. ควบคู่ไปกับการรักษา พบว่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) กลับสู่ระดับปกติถึง 60% และตรวจไม่พบปริมาณไวรัส (Negative PCR) ในผู้ป่วยเกือบครึ่งหนึ่งหลังรับการรักษา 60 sessions2

ในแง่ของภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) แบบจำลองในสัตว์ทดลองยืนยันว่าการประยุกต์ใช้ H.O.T. รูปแบบดั้งเดิม (รังสี UV-C ร่วมกับออกซิเดชัน) สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการยับยั้งการผลิต TNF-α ปรับสมดุลความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ บรรเทาภาวะกรดคั่งจากแลคเตท (Hyperlactatemia) และปกป้องการทำงานของอวัยวะสำคัญ33

h o t 09

5.3 โรคผิวหนังเรื้อรังและแผลเบาหวานที่เท้า (Chronic Wounds and Dermatological Disorders)

แผลเรื้อรังที่เกิดจากปัญหาการไหลเวียนเลือด โดยเฉพาะแผลเบาหวานที่เท้า (Diabetic Foot Ulcer – DFU) เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้ทางคลินิกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของโอโซนบำบัด การวิเคราะห์อภิมาน (Systematic Review and Meta-analysis) ล่าสุดที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วย 960 ราย ยืนยันถึงประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้โอโซนบำบัดเฉพาะที่ (Topical) หรือแบบถุงคลุม (Bagging) ร่วมกับการรักษามาตรฐาน โดยสามารถแสดงผลทางสถิติที่ชัดเจนดังนี้:

ผลลัพธ์ทางคลินิก (Clinical Outcomes)

ค่าความแตกต่างและการลดความเสี่ยง (Statistical Impact)

ขนาดของแผลที่ลดลง (Reduction in ulcer size)

ค่าความแตกต่างเฉลี่ยมาตรฐาน (SMD): -25.84 (P = 0.05)5

ระยะเวลาสมานแผล (Time to complete healing)

สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ (SMD: -38.59, P < 0.001)5

ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล (Hospital length of stay)

ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (SMD: -8.75, P < 0.001)5

อัตราการตัดอวัยวะทิ้ง (Amputation rates)

ความเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Risk – RR): 0.46 (ลดลง 54%, P < 0.001)5

กลไกเบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการที่โอโซนทำลายไบโอฟิล์มของแบคทีเรียดื้อยา กระตุ้นปัจจัยการเจริญเติบโต (VEGF, PDGF) เร่งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Neo-angiogenesis) และส่งเสริมให้ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) เข้ามาซ่อมแซมเนื้อเยื่อผ่านวิถี PI3K/Akt/mTOR pathway20

นอกจากนี้ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เช่น สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ยังตอบสนองในเชิงบวกต่อการทาน้ำมันโอโซน ซึ่งช่วยยับยั้งแกนการอักเสบ TLR2/NF-κB ลดการสร้างโปรตีนก่อการอักเสบ และช่วยฟื้นฟูความหลากหลายของจุลินทรีย์บนผิวหนัง (Microbiome diversity) ยับยั้งการเจริญเติบโตของ Staphylococcus aureus ได้อย่างแม่นยำ20

5.4 ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (Chronic Heart Failure)

โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน เป็นเป้าหมายดั้งเดิมตั้งแต่ยุคแรก การวิจัยทางคลินิกที่ทำการศึกษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (CHF) จำนวน 45 ราย ซึ่งได้รับการทำ MAH/H.O.T. ต่อเนื่อง 15 ครั้ง พบว่าก่อนรับการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในระดับความรุนแรงของโรค NYHA Class III และมีค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (LVEF) ต่ำกว่า 45% แต่หลังจากการรักษาผ่านไป 45 วัน ผู้ป่วยร้อยละ 86.7 มีสมรรถภาพทางกายดีขึ้นสู่ระดับ Class II และเมื่อติดตามผลในระยะเวลา 1 ปี ค่า LVEF ของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกลับสู่ระดับปกติที่ 55% บ่งชี้ว่าการกระตุ้นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระและการปล่อย Serotonin ของโอโซนช่วยปรับปรุงกระบวนการเผาผลาญในระดับเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ และบรรเทาอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างเป็นรูปธรรม22

5.5 โรคทางระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และพัฒนาการ (Neurodevelopmental and Immune Disorders)

จากความสามารถในการเป็น Immunomodulator และควบคุมพยาธิสภาพการอักเสบเรื้อรัง โอโซนบำบัดจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยในกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder – ASD) มีรายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยเด็กชายอายุ 2 ปีที่มีภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้า (Speech delay) ร่วมกับภาวะเสี่ยงต่อ ASD ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่ามีการติดเชื้อ Cytomegalovirus (CMV) แบบกำเริบ (IGM = 1.14 ng/ml) ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วย Minor Autohemotherapy (ฉีดเลือดผสมโอโซน 15 µg/Nml เข้ากล้ามเนื้อ) สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าพัฒนาการด้านการพูดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เด็กมีความกระตือรือร้นและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าโอโซนสามารถลดการอักเสบในระบบประสาทและปรับปรุงสมดุลอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นกลไกเชิงพยาธิสภาพสำคัญในกระบวนการพัฒนาการทางสมองที่ผิดปกติของเด็กออทิสติก7

h o t 10

6. ความปลอดภัย ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวัง (Safety, Contraindications, and Precautions)

แม้ว่าโอโซนบำบัดจะเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงมากเมื่อกระทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ภายใต้ข้อกำหนดของ ISCO3 และการใช้ขนาดยาแบบ “Low and Safe Dose” ทว่ายังคงมีข้อควรระวังและข้อห้ามใช้อย่างเด็ดขาดทางสรีรวิทยาเพื่อป้องกันผลแทรกซ้อนร้ายแรง1:

  1. ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency หรือ Favism): ข้อห้าม (Absolute contraindication) สำหรับการบริหารโอโซนผ่านระบบเลือด (Systemic administration) เนื่องจากเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่สามารถสร้างโมเลกุล NADPH ได้เพียงพอที่จะไปรีดิวซ์ Glutathione ทำให้เม็ดเลือดแดงปราศจากเกราะป้องกันการเกิดออกซิเดชัน และอาจนำไปสู่ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) อย่างรุนแรงฉับพลัน1
  2. ภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Uncontrolled Hyperthyroidism): การให้โอโซนซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นเมตาบอลิซึม อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดพายุไทรอยด์ (Thyroid storm) ได้1
  3. ข้อจำกัดเชิงกลไกการนำส่ง (Administration Limits): ห้ามทำการสูดดมก๊าซโอโซนเข้าสู่ทางเดินหายใจและปอดโดยตรงอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ห้ามทำการฉีดก๊าซโอโซนเข้าสู่หลอดเลือดดำโดยตรง (Direct IV gas injection) ด้วยปริมาณและอัตราความเร็วที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาวะฟองอากาศอุดตันในเส้นเลือด (Air embolism) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต1
  4. อันตรกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions): ในผู้ป่วยที่รับประทานยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors การทำ MO-AHT แล้วนำเลือดกลับคืนสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตตกอย่างเฉียบพลัน (Profound hypotension) เนื่องจากโอโซนมีฤทธิ์กระตุ้นวิถี Kallikrein-kininogen cascade ทำให้หลอดเลือดขยายตัวอย่างมาก นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือมีภาวะเลือดออกง่าย ควรต้องแจ้งแพทย์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด12
  5. การตั้งครรภ์ (Pregnancy): แม้จะยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่ชัดเจน แต่เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ จึงถือเป็นข้อห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์1
h o t 11

7. บทสรุป

วิวัฒนาการของวิทยาการโอโซนทางการแพทย์ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างลึกซึ้ง จากจุดเริ่มต้นด้วยกระบวนการ Hematogenous Oxidation Therapy (H.O.T.) ของ นพ. Fritz Wehrli ที่ประยุกต์ใช้แสง UV และออกซิเจน ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดทางเทคนิคแต่ก็ได้วางรากฐานแนวคิดอันสำคัญยิ่งที่นำไปสู่การคิดค้นเครื่องกำเนิดโอโซนที่แม่นยำ และการถือกำเนิดของ Major Ozone Autohemotherapy (MAH Ozone) โดย นพ. Hans Wolff การเปลี่ยนผ่านนี้ช่วยขจัดข้อจำกัด และเปลี่ยนโอโซนให้เป็นกลไกทางเภสัชวิทยาที่คำนวณและคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

ในศตวรรษที่ 21 บทความวิจัยมากกว่า 4,000 ฉบับในฐานข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์ระดับโลกได้พิสูจน์แล้วว่า โอโซนเป็นสารกระตุ้นทางชีวภาพ (Prodrug) ที่ชักนำให้เกิด “Oxidative Eustress” ซึ่งจะไปเปิดสวิตช์วิถี Keap1/Nrf2 และยับยั้งวิถีอักเสบ NF-κB ส่งผลให้ร่างกายดึงศักยภาพด้านการต้านอนุมูลอิสระและการซ่อมแซมตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

ประโยชน์เชิงคลินิกที่ประจักษ์ชัด มีทั้งการเป็นสารเสริมเร่งการหายของแผลเบาหวาน การหยุดยั้งพายุไซโตไคน์และลดลิ่มเลือดในโรคระบาดอุบัติใหม่ การปกป้องอวัยวะและลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง ตลอดจนฟื้นฟูระบบการไหลเวียนในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว

แม้ว่าการศึกษาแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุม (RCTs) จะยังมีจำกัด แต่หลักฐานการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนกลไกทางเภสัชวิทยาของ โอโซนบำบัด แสดงออกในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย และเปิดมิติของการแพทย์บูรณาการ  ในการดูแลรักษาโรคยากทางเลือกน้อยได้เป็นอย่างดี

  1. MGR-10-134.pdf
  2. pdf
  3. The Relationship between Ozone and Human Blood in the Course of a Well-Controlled, Mild, and Transitory Oxidative Eustress – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/356802796_The_Relationship_between_Ozone_and_Human_Blood_in_the_Course_of_a_Well-Controlled_Mild_and_Transitory_Oxidative_Eustress
  4. Ozone therapy – Wikipedia, https://en.wikipedia.org/wiki/Ozone_therapy
  5. Effect of Ozone Therapy on Diabetes-related Foot Ulcer Outcomes: A Systematic Review and Meta-analys.pdf
  6. Treatments – Find Help For Cancer, https://www.findhelpforcancer.com/treatments
  7. The Relationship between Ozone and Human Blood in the Course of a Well-Controlled, Mild, and Transitory Oxidative Eustress – PMC, https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8750071/
  8. Historical Highlights of Ozone Therapy – PMC – NIH, https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12564041/
  9. The History of Ozone, https://absoluteozone.co.za/why-oxygen/the-history-of-ozone/
  10. Understanding Ozone Therapy and Adhering to Globally Recognized Guidelines, https://www.ozonmedclinic.com/post/understanding-ozone-therapy-and-adhering-to-globally-recognised-guidelines
  11. Ozonotherapy History – AEPROMO, https://aepromo.org/en/ozonotherapy-history/
  12. WFOT Review on Evidence Based Ozone Therapy – Ateramex, https://ateramex.com.mx/wp-content/uploads/2023/02/WFOTs-Review-on-Evidence-Based-Ozone-Therapy.pdf
  13. Ozone high dose therapy (OHT) improves mitochondrial bioenergetics in peripheral blood mononuclear cells – PMC, https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9301618/
  14. The Actual Six Therapeutic Modalities – PMC – NIH, https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7498887/
  15. Hämatogene Oxidationstherapie (HOT) – DocMedicus Gesundheitslexikon, https://www.gesundheits-lexikon.com/Therapie/Komplementaermedizinische-Verfahren/Haematogene-Oxidationstherapie-HOT
  16. What is the effect of “Ozone Therapy” on COVID-19 protection? | ResearchGate, https://www.researchgate.net/post/What_is_the_effect_of_Ozone_Therapy_on_COVID-19_protection
  17. Device for Ultraviolet Irradiation (UVI), Ozonation, AFO Generation, Inactivation of Viruses in Blood «NADEZHDA-О2 – ООО НПК “Биотехник”, https://www.biotehnik.com/No2eng.php
  18. Autologous Blood Therapy (Hematogen Oxidation Therapy, HOT) – Ormosintézet, https://ormosintezet.hu/en/services/autologous_blood_therapy_hematogen_oxidation_therapy_hot
  19. The Relationship between Ozone and Human Blood in the Course of a Well-Controlled, Mild, and Transitory Oxidative Eustress – MDPI, https://www.mdpi.com/2076-3921/10/12/1946
  20. IWJ-20-2376.pdf
  21. The Use of Ozone in the Treatment of Dry Degenerative Maculopathy: Rationale and Clinical Applications of a Promising but Underu – Applied Medical Research, https://www.ejmamr.com/articles/The%20Use%20of%20Ozone%20in%20the%20Treatment%20of%20Dry%20Degenerative%20Maculopathy%20%20Rationale%20and%20Clinical%20Applications%20of%20a%20Promising%20but%20Underutilized%20Therapy
  22. Ozone in CHF.pdf
  23. What is the difference between High Dose and 10 Pass Ozone? – IV Elements, https://ivelements.net/blog/high-dose-ozone-vs-10-pass-ozone
  24. minor ozonized autohemotherapy .pdf
  25. Autoimmune Disease “A fight against your own immunity” – Absolute Health, https://absolutehealth.co.th/blog/autoimmune-disease/
  26. OXIMED2013-575482.pdf
  27. O3CROWD Presentation 2019.key
  28. Medical Ozone. Raquel Cerpa.pdf
  29. Ozone-Therapy-and-Cancer-in-one-page.pdf
  30. III The Techniques of Neural Therapy – Neupsy Key, https://neupsykey.com/iii-the-techniques-of-neural-therapy/
  31. (PDF) Therapeutic potential of Ultraviolet-C: hematogenous oxidation therapy in a septic animal model – ResearchGate, https://www.researchgate.net/publication/340248946_Therapeutic_potential_of_Ultraviolet-C_hematogenous_oxidation_therapy_in_a_septic_animal_model

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

เนื้อหาจัดทำโดย แอ็บโซลูท เฮลธ์ · ดูทีมแพทย์ของ Absolute Health

เผยแพร่เนื้อหา: 25 กรกฎาคม 2568 · ปรับปรุงล่าสุด: 29 กันยายน 2569