Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / ลดการอักเสบที่รุนแรง เอาชนะปัญหาสุขภาพยาก ๆ ด้วยวิธีกรองเลือดสองชั้น Double Filtration Plasmapheresis (DFPP)

ลดการอักเสบที่รุนแรง เอาชนะปัญหาสุขภาพยาก ๆ ด้วยวิธีกรองเลือดสองชั้น Double Filtration Plasmapheresis (DFPP)

ลดการอักเสบที่รุนแรง เอาชนะปัญหาสุขภาพยาก ๆ ด้วยวิธีกรองเลือดสองชั้น Double Filtration Plasmapheresis (DFPP)

DFPP Banner

บางครั้งระบบเลือด ซึ่งทำหน้าที่นำพาสารอาหารและออกซิเจนให้กับเซลล์ และนำพาของเสียออกจากเซลล์ไปสู่กระบวนการกำจัดพิษ อาจจะคลาคล่ำไปด้วยของเสียสะสม ปริมาณมากเสียจนยาและวิตามินต่าง ๆ ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ ส่งผลให้เกิดคอขวดในการรักษาจนลุกลามบานปลาย กลายเป็นความเสื่อมของอวัยวะแบบย้อนกลับมาไม่ได้

DFPP 01

ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่สามารถเอาชนะอุปสรรคนั้นได้ ด้วยวิธีกรองเลือดสองชั้น DFPP โดยเลือดจะผ่านตัวกรองชั้นแรกเพื่อแยกเม็ดเลือดทุกชนิดออก เหลือแต่ส่วนที่เป็นน้ำหรือ plasma จากนั้น จึงให้พลาสมาผ่านตัวกรองชั้นที่สอง เพื่อกำจัดสารพิษ​ สารก่อการอักเสบในร่างกาย  ตัวภูมิต้านทานที่ก่อโรคในร่างกาย หรือแม้กระทั่งอนุภาคไวรัสที่ล่องลอยอยู่ ในภาวะไวรัสเรื้อรัง จนได้พลาสมาที่สะอาดปราศจากสิ่งอันตราย แล้วจึงนำพลาสมามารวมกับเม็ดเลือดที่แยกไว้ แล้วกลับเข้าสู่ร่างกาย

DFPP 02

DFPP สามารถกำจัด แอนติบอดีที่เป็นสารก่อภูมิต้านทานไวเกิน ไขมันสูง กรดยูริกสูง ไวรัสในเลือดสูง สารก่อปฏิกิริยาการอักเสบในร่างกาย ตลอดจนสารพิษต่าง ๆ ที่สะสมมาอย่างยาวนาน  ส่งผลให้กระบวนการทำลายล้างต่าง ๆ สงบลง เป็นการเปิดช่องทางให้ยาและพฤกษเคมี ตลอดจนการรักษาต่าง ๆ ส่งผลเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การเยียวยาจนหายจากโรคเรื้อรัง หรือหยุดการดำเนินโรคที่รุนแรงและมีความเสี่ยงลงได้

DFPP 03

กระบวนการกรองของเสียด้วยเครื่อง DFPP

  1. แพทย์ประเมินหลอดเลือด และปัญหาสุขภาพ เพื่อพิจารณาว่า DFPP มีส่วนในการแก้ไขปัญหาสุขภาพมากน้อยเพียงใด
  2. ทำการเจาะเลือดที่แขนสองข้าง หากเส้นเลือดที่แขนมีขนาดเล็ก แพทย์อาจจะพิจารณาใช้เส้นเลือดที่ขา หรือเส้นเลือดบริเวณไหปลาร้า
  3. เครื่องจะทำการดึงเลือด ผ่านการกรองชั้นที่หนึ่งเพื่อแยกเม็ดเลือด ผ่านการกรองชั้นที่สอง เพื่อแยกสิ่งที่ไม่ต้องการออก จากนั้นนำเลือดและน้ำเลือดที่ผ่านการกรองกลับเข้าร่างกาย โดยปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในระบบมีเพียง 100 cc แพทย์จะคำนวณให้กรองเลือดครบทุก cc คราวละ 100 CC ติดต่อกันไปจึงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
  4. พลาสมา ที่สูญเสียไปกับของเสีย ในระหว่างการกรองจะถูกเติมกลับด้วยสารละลายอัลบูมิน
DFPP 04

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการทำ DFPP

  • ผู้ที่มีปัญหาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและภูมิต้านทาน เช่น Multiple Sclerosis, ALS, Autoimmune Encephalitis, GBS
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน ทั้งระบบหลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดหัวใจ 
  • ผู้ที่ต้องการให้ระบบการไหลเวียนเลือด และการทำงานของหัวใจเป็นไปได้ดี
  • ผู้ที่เสี่ยงต่อการอุดตันหลอดเลือด เช่น มีค่าการอักเสบของหลอดเลือดสูง มีค่าลิ่มเลือดในร่างกายสูง
  • ผู้ที่สัมผัสพิษจากสารเคมี โลหะหนัก
  • ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี และตับอักเสบซี
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้รุนแรง ภูมิไวเกิน โรคด่างขาว รูมาตอยด์ SLE
  • ผู้ที่ต้องการลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล และระดับไขมัน LDL ในเลือด
  • ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
  • ผู้ที่ต้องกำจัดของเสียและช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด
  • ผู้ที่ต้องการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ปกป้องร่างกายจากเซลล์ที่ผิดปกติ
  • หญิงตั้งครรภ์ที่เกิดภาวะภูมิตัวเองถูกกระตุ้นเชิงทำลาย maternal alloimmunization
  • ผู้ที่ประสบกับปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลังเจ็บป่วยติดเชื้อ post covid syndrome
  • ผู้ที่แพ้วัคซีน
DFPP 05

ข้อห้ามการทำ DFPP

  1. ภาวะช็อก หรือความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรง
  2. ภาวะเสี่ยงต่อการเลือดไหลไม่หยุด
  3. ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  4. ผู้ที่ไม่สามารถให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้
  5. ผู้ที่มีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง
  6. ผู้ที่มีโปรตีนต่ำ เช่น hypoalbuminemia ชนิดรุนแรง
  7. สารอิเลคโทรไลต์ในเลือดเสียสมดุล
DFPP 06

ข้อควรระวังการทำ DFPP

  1. ผู้ที่ใช้ยาลดความดันชนิด ACEI แพทย์อาจพิจารณาหยุดยาหนึ่งวัน ในวันที่ทำ DFPP เนื่องจาก membrane บางชนิดสามารถกระตุ้น bradykinin ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำได้ (ยาความดันชนิดอื่น รวมทั้ง ARB สามารถรับประทานได้ตามปกติ)
  2. ผู้ที่มีประวัติช้ำง่าย แม้ว่าผลเลือดจะปกติ ควรได้รับการอธิบายโดยละเอียด
  3. ผู้ที่มีระดับ Fibrinogen ต่ำ หากต้องทำ DFPP หลายครั้ง ควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและดุลยพินิจของแพทย์
DFPP 07

ตัวอย่างกรณีศึกษา

เคสชายอายุ 19 ปี ชาวอาหรับ มาด้วยโรคด่างขาว ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวข้องกับการที่ภูมิต้านทานทำลายเซลล์เม็ดสี ผู้ป่วยมาปรึกษาหลังจากที่ได้รับการรักษาตามแบบแผนทุกวิธีแล้ว แต่รอยโรคเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลามมากขึ้นเรื่อย ๆ  ได้ทำการรักษาด้วย DFPP หนึ่งครั้ง และทำ autohemotherapy และอื่น ๆ แล้วกลับประเทศไป หลังจากนั้นรอยโรคไม่ลุกลาม และค่อย ๆ มีเม็ดสีกลับมา  หลังจากนั้นประมาณหนึ่งปีกว่า จึงเริ่มมีรอยโรคกลับมายังไม่มากนัก จึงกลับมาปรึกษา ได้ทำ autohemotherapy และเซลล์สร้างเม็ดสี โดยแนะนำว่า หลังการรักษาควรทำ maintenance โดยกลับมาดูแลรักษาอย่างน้อยปีละหนึ่งถึงสองครั้ง

ผู้ป่วยหญิงเป็นโรคหนังแข็ง (Systemic Sclerosis)  ได้รักษาด้วย DFPP และเซลล์ลดการอักเสบ ปรับสมดุลภูมิต้านทาน ผลการรักษามีอาการดีขึ้น

เคส SLE โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ในระยะลุกลามโดยได้รับยากดภูมิชนิดต่าง ๆ หลายชนิด แต่อาการโรคยังควบคุมไม่ได้ กระทบการทำงานของไต ระบบเลือด และการอักเสบของหลอดเลือด ได้รับการรักษาด้วย DFPP และเซลล์ลดการอักเสบ ปรับสมดุลภูมิต้านทาน และการทำ Hematogenous Oxidation Therapy with Ozone  ตอบสนองต่อการรักษา หยุดการดำเนินโรคได้ และค่อย ๆ กลับไปเป็นปกติ ตรวจติดตามกับโรงพยาบาลตามเดิม ค่อย ๆ ลดยาต่าง ๆ ลง จนเป็นขนาดยาปกติที่ใช้ในช่วงโรคสงบ 

DFPP 08

ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 35 ปี มีประวัติโรคเบาหวานร่วมกับภาวะไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยตรวจพบระดับไตรกลีเซอไรด์ต่อเนื่องถึง 858, 1,031 และ 876 mg/dL ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของการทำงานของตับ โดยมีค่า AST 80, ALT 110 และ GGT 323 U/L รวมถึงการทำงานของไตที่ผิดปกติ โดยมี BUN 53 mg/dL, Creatinine 2.51 mg/dL และกรดยูริก 10 mg/dL จากความผิดปกติที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายระบบ ผู้ป่วยจึงได้รับการดูแลแบบผสมผสาน โดยแพทย์พิจารณาใช้ Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) ซึ่งเป็นกระบวนการกรองพลาสมา ควบคู่กับการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต (Lifestyle Modification) รวมถึงการใช้สารอาหารและ Nutraceuticals ทั้งในรูปแบบรับประทานและทางหลอดเลือดดำตามความเหมาะสม

ภายหลังการรักษาและติดตามผล พบว่าค่าตรวจหลายรายการมีแนวโน้มดีขึ้น ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงเหลือ 505 mg/dL ขณะที่ค่า AST ลดจาก 80 เหลือ 24 U/L และ ALT ลดจาก 110 เหลือ 45 U/L ส่วนค่าที่สะท้อนการทำงานของไตพบว่า BUN ลดจาก 53 เหลือ 25.5 mg/dL และ Creatinine ลดจาก 2.51 เหลือ 1.72 mg/dL พร้อมกับกรดยูริกที่ลดจาก 10 เหลือ 7.2 mg/dL

กรณีศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ดีขึ้น หลังได้รับการดูแลแบบหลายองค์ประกอบตามแนวทางการแพทย์แบบบูรณาการ ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยในหลายมิติร่วมกัน เพื่อช่วยควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคและส่งเสริมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเหมาะสม

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

เนื้อหาจัดทำโดย แอ็บโซลูท เฮลธ์ · ดูทีมแพทย์ของ Absolute Health

เผยแพร่เนื้อหา: 27 ตุลาคม 2568 · ปรับปรุงล่าสุด: 22 กันยายน 2569