Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / Myer’s cocktail

Myer’s cocktail

Myer’s cocktail

myers cocktail Banner Myer AH 01

Myers’ Cocktail และการบำบัดด้วยสารอาหารทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Micronutrient Therapy: IVMT)

คำอธิบายและความเป็นมา (Description & Background)

การบำบัดด้วยสารอาหารและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Micronutrient Therapy: IVMT) คือการให้วิตามินและแร่ธาตุจำเป็นเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง โดยใช้ขนาดยาในระดับสรีรวิทยาและระดับเภสัชวิทยา (Physiological and Pharmacological doses) ซึ่งมีความแตกต่างจากการให้วิตามินขนาดสูงยิ่งยวด (Megadose Therapy)

สูตรการรักษาทางหลอดเลือดดำที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุดคือ Myers’ Cocktail ริเริ่มขึ้นโดย นพ.จอห์น ไมเออร์ส (Dr. John Myers) แพทย์จากเมืองบัลติมอร์ สหรัฐอเมริกา โดยไม่มีการบันทึกสูตรตำรับดั้งเดิมเป็นลายลักษณ์อักษรที่ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลประวัติการรักษาพบว่าประกอบด้วย แมกนีเซียมคลอไรด์ (Magnesium chloride), แคลเซียมกลูโคเนต (Calcium gluconate), ไทอามีน (Thiamine), วิตามินบี 6 (Pyridoxine), วิตามินบี 12 (Cobalamin), แคลเซียมแพนโทธีเนต (Calcium pantothenate), วิตามินบีรวม (B complex), วิตามินซี (Ascorbic acid) และกรดไฮโดรคลอริกเจือจาง (Dilute hydrochloric acid) ผู้ป่วยของ นพ.ไมเออร์ส ได้รับการบริหารยาเป็นรายสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์ หรือรายเดือน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน (บางรายมากกว่า 25 ปี) เพื่อควบคุมอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึมเศร้า แน่นหน้าอก และใจสั่น

ภายหลังการเสียชีวิตของ นพ.ไมเออร์ส ในปี ค.ศ. 1984 นพ.อลัน เกบี (Dr. Alan Gaby) ได้รับช่วงดูแลผู้ป่วยต่อ และปรับปรุงสูตรตำรับเป็น Modified Myers’ Cocktail โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญดังนี้

  1. เพิ่มปริมาณแมกนีเซียมขึ้น 10 เท่า: เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลในการรักษาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด
  2. ตัดกรดไฮโดรคลอริกออก
  3. เพิ่มปริมาณวิตามินซี: มุ่งหวังผลบรรเทาอาการภูมิแพ้และการติดเชื้อ
  4. ไม่ใส่กรดโฟลิก (Folic acid): เนื่องจากมีแนวโน้มตกตะกอนเมื่อผสมร่วมกับสารอาหารชนิดอื่น
myers cocktail 1

การใช้ IVMT ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์หลายแห่ง เช่น  American College for Advancement in Medicine (ACAM), American Association of Naturopathic Physicians (AANP), American Holistic Medical Association (AHMA), American Academy of Pain Management (AAPM), Great Lakes College of Clinical Medicine (GLCCM) และ International Society of Orthomolecular Medicine (ISOM)

กลไกทางชีววิทยาและอื่น ๆ (Biological Mechanisms & Others)

1.เภสัชจลนศาสตร์และข้อจำกัดของการดูดซึมทางเดินอาหาร (Pharmacokinetic Superiority)

การรับประทานทางปากมีขีดจำกัดทางชีววิทยา (Biological Limit) จากการอิ่มตัวของระบบลำเลียงสารอาหารที่เยื่อบุลำไส้ (GI absorption saturation) ร่วมกับอัตราการขับออกทางไตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • วิตามินซี (Ascorbic Acid): การเพิ่มขนาดยาทางปาก 12 เท่า (จาก 200 มก./วัน เป็น 2,500 มก./วัน) ส่งผลให้ระดับในพลาสมาเพิ่มขึ้นเพียง 25% (จาก 1.2 เป็น 1.5 มก./ดล.) โดยระดับความเข้มข้นสูงสุดในพลาสมาจากการรับประทาน (Peak plasma concentration) อยู่ที่ไม่เกิน 9.3 มก./ดล. ในทางตรงกันข้าม การให้วิตามินซีทางหลอดเลือดดำ (IVC) ขนาด 50 กรัม/วัน สามารถสร้างระดับความเข้มข้นสูงสุดได้ถึง 80 มก./ดล. ซึ่งระดับความเข้มข้นที่สูงนี้มีนัยสำคัญทางชีวภาพ:
    • ฤทธิ์ต้านไวรัส (Antiviral effect) แสดงผลที่ระดับความเข้มข้น 10–15 mg/dL
    • ฤทธิ์ทำลายฮิสตามีน (Antihistaminic effect): ที่ระดับความเข้มข้น 88 mg/dL สามารถทำลายฮิสตามีนในหลอดทดลอง (in vitro) ได้ถึง 72%
myers cocktail 2

2.สรีรวิทยาของแมกนีเซียมระดับเซลล์ (Cellular Magnesium Dynamics)

  • ภาวะปกติ ความเข้มข้นของแมกนีเซียมภายในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial cells) สูงกว่านอกเซลล์ (Extracellular fluid: ECF) เฉลี่ย 10 เท่า
  • ในภาวะพยาธิสภาพ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Cardiomyopathy) ระบบปั๊มเยื่อหุ้มเซลล์ (Membrane pumps) จะทำงานบกพร่อง ส่งผลให้ความเข้มข้นของแมกนีเซียมในเซลล์ลดลงเฉลี่ยถึง 65% ทำให้สัดส่วน Intracellular-to-Extracellular ratio ลดต่ำลงเหลือน้อยกว่า 4 ต่อ 1
  • การขาดแมกนีเซียมในเซลล์ส่งผลเสียต่อการผลิตพลังงานระดับไมโทคอนเดรีย ทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวทรุดลง และกลายเป็นวงจรพยาธิสภาพที่รุนแรงขึ้น (Vicious cycle)
  • การให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดดำทำให้เกิดระดับความเข้มข้นในซีรัมสูงขึ้นชั่วคราว (Transient increase in serum concentration) ช่วยลด Concentration gradient ส่งผลให้เซลล์ที่กำลังบาดเจ็บสามารถดึงแมกนีเซียมกลับเข้าสู่เซลล์ได้ (Window of opportunity) เพื่อฟื้นฟูกระบวนการสมานแผลและการทำงานระดับเซลล์

3.สรีรวิทยาการผลิตพลังงานและบทบาทของวิตามินบี (Cellular Energy Pathways)

สารอาหารในสูตรทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์หลักในกระบวนการเมแทบอลิซึมระดับเซลล์ (Intermediary Metabolism):

  • การเปลี่ยนสารอาหารขั้นต้น (Stage I & II): สารตั้งต้นจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน จะถูกเปลี่ยนเป็น Acetyl CoA และสารตัวกลาง โดยอาศัยวิตามิน B₁, B₂, B₃, B₅ และ Lipoate
  • วัฏจักรกรดซิตริก (Citric Acid Cycle / Krebs Cycle):
    • การเปลี่ยน α-Ketoglutarate เป็น Succinyl-CoA ต้องใช้ B₁, B₂, B₃, B₅, และ Lipoate
    • ปฏิกิริยา Isocitrate dehydrogenase ต้องการ B₃, Mg²⁺, Mn²⁺
    • ปฏิกิริยา Malate → Oxaloacetate ต้องการ B₁, B₃
    • แมกนีเซียมทำหน้าที่เป็นโคแฟกเตอร์สำคัญในการสร้างและส่งต่อ NADH
  • การถ่ายทอดอิเล็กตรอนและการสร้างพลังงาน (Stage III – Oxidative Phosphorylation): แมกนีเซียมและโคแฟกเตอร์กลุ่มบีสนับสนุนคอมเพล็กซ์เอนไซม์ (NADH dehydrogenase, Coenzyme Q10, Cytochromes) เพื่อสังเคราะห์อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate: ATP) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการซ่อมแซมเซลล์
myers cocktail 3

4.ชนิดของโมเลกุลที่เลือกใช้ (Form of Ingredients)

  • วิตามินบี 12 (Hydroxocobalamin): แนะนำให้ใช้รูปแบบ Hydroxocobalamin มากกว่า Cyanocobalamin เนื่องจากสามารถคงระดับความเข้มข้นในซีรัมได้ยาวนานกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • แมกนีเซียม (Magnesium chloride): นิยมใช้ Magnesium chloride มากกว่า Magnesium sulfate เนื่องจากร่างกายมีความสามารถในการกักเก็บและนำไปใช้ (Body retention) ได้ดีกว่า

ขั้นตอนการปฏิบัติ (Practical Steps)

1. สูตรตำรับมาตรฐาน Modified Myers’ Cocktail

ส่วนประกอบมาตรฐานและปริมาตรที่ใช้ในการผสม:

 

สารอาหาร (Nutrients)

ความเข้มข้น / รูปแบบ

ปริมาตรมาตรฐาน

Magnesium chloride hexahydrate

20% solution

2–5 mL

Calcium gluconate

10% solution

1–3 mL

Hydroxocobalamin

1,000 mcg/mL (B₁₂)

1 mL

Pyridoxine hydrochloride

100 mg/mL (B₆)

1 mL

Dexpanthenol

250 mg/mL (B₅)

1 mL

B complex 100

รวมกลุ่มวิตามินบีเข้มข้น

1 mL

Vitamin C (Ascorbic acid)

222 mg/mL

4–20 mL

myers cocktail 4

2. การปรับสูตรเฉพาะโรค (Specific Formulations)

  • สูตรสำหรับภาวะไมเกรน (Migraine Regimen): Vitamin C 16 mL, Magnesium 5 mL, Calcium gluconate 4 mL, Pyridoxine (B₆) 2 mL, Hydroxocobalamin (B₁₂) 1 mL, Dexpanthenol (B₅) 1 mL และ B complex 1 mL
  • สูตรสำหรับภาวะซึมเศร้า (Depression Regimen): Magnesium 5 mL, B complex 3 mL, Hydroxocobalamin (B₁₂) 1 mL, Pyridoxine (B₆) 1 mL และ Dexpanthenol (B₅) 1 mL (หมายเหตุ: การเติม Calcium ในสูตรภาวะซึมเศร้าพบว่าลดทอนประสิทธิผลของการรักษา จึงแนะนำให้งด Calcium)

3. การคำนวณและควบคุมความเข้มข้นออสโมลาริตี (Osmolarity Management)

การบริหารสารละลายทางหลอดเลือดดำต้องคำนึงถึงความเข้มข้นออสโมลาริตีเพื่อป้องกันหลอดเลือดดำอักเสบ (Phlebitis):

Osmolarity (Osmoles) = N × (Grams of solute / Gram-molecular weight)

(โดย N คือจำนวนอนุภาคที่แตกตัว)

  • ค่าอ้างอิงสารละลายพื้นฐาน: 5% Dextrose ≈ 278 mOsm/L, 0.9% NaCl (NSS) ≈ 308 mOsm/L
  • ค่า Osmolarity ต่อ 1 mL ของสารอาหารในน้ำ 1 ลิตร
    • Ascorbic acid (500 mg/mL): 2.84 mOsmol
    • Sodium Ascorbate (500 mg/mL): 5.05 mOsmol
    • 20% MgCl₂6H₂O: 2.95 mOsmol
    • 50% MgSO₄H₂O: 4.12 mOsmol
    • 10% Calcium Gluconate: 0.68 mOsmol
    • วิตามินกลุ่ม B₁, B₆, B₅, B complex: < 1 mOsmol/mL
  • เกณฑ์จำกัด Osmolarity สูงสุดตามขนาดหลอดเลือดดำ
    • IV Push: หลอดเลือดขนาดใหญ่ (Large vein) ≤ 1,400 mOsm/L, ขนาดกลาง (Medium vein) ≤ 950 mOsm/L, หลอดเลือดทั่วไป (Any vein) ≤ 400 mOsm/L
    • IV Infusion: หลอดเลือดขนาดใหญ่ ≤ 1,200 mOsm/L, ขนาดกลาง ≤ 700 mOsm/L, หลอดเลือดทั่วไป ≤ 400 mOsm/L
myers cocktail 5

4. เทคนิคและอัตราการให้ยา (Administration Protocol)

  • Test Dose: ในการให้ครั้งแรก ให้ฉีดช้า ๆ 0.5–1.0 mL แล้วหยุดรอ 30 วินาที เพื่อประเมินปฏิกิริยาแพ้หรืออาการไวเกิน
  • อัตราการฉีด: ในกรณีภาวะซึมเศร้า การฉีดเร็วภายใน 1 นาที ให้ผลการรักษาที่ยาวนานกว่าการให้แบบช้า ทั้งนี้ต้องปรับเพิ่มอัตราการให้อย่างระมัดระวังตามการตอบสนองของผู้ป่วย
  • ระยะเวลาการรักษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อได้รับต่อเนื่อง สุขภาพจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและสามารถขยายระยะห่างระหว่างการรักษาออกไปจนกระทั่งหยุดรับการฉีดได้ ยกเว้นในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรม (Inborn error of metabolism), ปัญหาการกักเก็บสารอาหาร หรือภาวะสูญเสียสารอาหารทางไต (Renal leak) ที่อาจต้องได้รับยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ประโยชน์ (Benefits)

  1. ฟื้นฟูระดับสารอาหารภายในเซลล์อย่างรวดเร็ว (Rapid Intracellular Repletion) การข้ามกระบวนการดูดซึมผ่านทางเดินอาหารช่วยสร้าง Concentration gradient ผลักดันวิตามินและแร่ธาตุเข้าสู่เซลล์ที่ขาดแคลน
  2. กระตุ้นการผลิตพลังงานและลดอาการเหนื่อยล้า (Bioenergetic Support) ฟื้นฟูการสร้าง ATP ในระดับไมโทคอนเดรีย ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อและระบบประสาทกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้และการอักเสบเฉียบพลัน (Anti-allergic & Anti-inflammatory Effects): วิตามินซีและแคลเซียมช่วยสลายฮิสตามีนและยับยั้งการหลั่งสารสื่อกลางในปฏิกิริยาภูมิแพ้
  4. คลายกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อมัดลาย (Spasmolytic Effect) แมกนีเซียมทำหน้าที่เป็นตัวต้านแคลเซียมตามธรรมชาติ (Natural calcium channel blocker) ช่วยคลายกล้ามเนื้อหลอดลม หลอดเลือด และกล้ามเนื้อโครงร่าง
myers cocktail 6

ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์จากการรักษา (Indications)

จากหลักฐานเชิงประจักษ์เบื้องต้นและกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา โรคและสภาวะดังต่อไปนี้อาจได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วย Myers’ Cocktail:

  1. โรคหืดกำเริบเฉียบพลันและเรื้อรัง (Acute & Chronic Asthma)
    • การให้ Intravenous Magnesium (1.2 g ใน 20 นาที หรือขนาด 40 mg/kg สูงสุดไม่เกิน 2 g) ช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลในผู้ป่วย Acute Severe Asthma จาก 78.6% เหลือ 33.3%
    • Meta-analysis จากงานวิจัยแบบ RCT 7 ฉบับ ยืนยันว่า IV Magnesium ลดความจำเป็นในการรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 90%
    • การใช้สูตร Myers’ Cocktail ซึ่งมีส่วนผสมของ Calcium, Vitamin C, B₆, B₁₂, B₅, Niacinamide ให้ผลการรักษาอาการหืดกำเริบได้ดีกว่าการให้ IV Magnesium เดี่ยว ๆ
  2. กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Fibromyalgia Syndrome – FMS)
    • มีการศึกษา RCT แบบ Double-blind, Placebo-controlled Pilot Study (Ali et al., 2009) ในผู้ป่วย Fibromyalgia 34 ราย ได้รับ IVMT สัปดาห์ละครั้งนาน 8 สัปดาห์
    • ผลการศึกษาพบว่ากลุ่ม IVMT มีคะแนน Tender Point Index (TPI), Beck Depression Inventory (BDI) และ Health Status Questionnaire (HSQ) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกเมื่อเทียบกับก่อนรักษา อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม IVMT และกลุ่มยาหลอก (Lactated Ringer’s solution) ยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากกลุ่ม Placebo มีการตอบสนองสูง (High placebo response) และกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก
myers cocktail 7
  1. กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome – CFS)
    • การให้สารอาหารช่วยให้อาการดีขึ้นในผู้ป่วยมากกว่า 50% ภายหลังการรักษาเฉลี่ย 4 ครั้ง
    • การให้ Parenteral magnesium ช่วยให้อาการอ่อนเพลียเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุดีขึ้น 47% จากผู้ป่วย 93 ราย
  2. ปวดศีรษะไมเกรนและปวดศีรษะจากความเครียด (Migraine & Tension Headaches) อาศัยฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและลดการส่งกระแสประสาทของแมกนีเซียมและวิตามินบี
  3. ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง (Chronic Depression) มีประโยชน์ชัดเจนในกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้าที่มีโรคร่วม เช่น Fibromyalgia, Migraine, ภาวะเครียดรุนแรง หรือผู้ที่มีอาการกำเริบจากการดื่มแอลกอฮอล์
  4. โรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ (Respiratory & Allergic Conditions) โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล (Seasonal allergic rhinitis), ไซนัสอักเสบ (Sinusitis), หลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
  5. โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) โรคหลอดเลือดขาดเลือด (Ischemic vascular disease) ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure) อาการแน่นหน้าอกและใจสั่น
  6. ภาวะอื่น ๆ: อาการกระตุกหรือเกร็งของกล้ามเนื้อเฉียบพลันและเรื้อรัง (Acute/chronic muscle spasm) เสริมการรักษา อาการถอนยาเสพติด (Narcotic withdrawal) ควบคู่กับ Addiction Medicine แบบแผน การฟื้นฟูสมรรถภาพในนักกีฬา (Athletes needing quick recovery), โรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลัน/ไข้หวัด (Acute viral illness/colds)
myers cocktail 8

ข้อห้าม (Contraindications)

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับยา Digoxin (Digitalis) ห้ามให้สารละลายที่มีส่วนประกอบของ Calcium ทางหลอดเลือดดำโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง (Cardiac arrhythmias) จนถึงแก่ชีวิต
  2. ประวัติแพ้รุนแรงต่อสารประกอบในสูตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis) ต่อไทอามีน (B₁) หรือวิตามิน/แร่ธาตุชนิดใดชนิดหนึ่งในตำรับ

ข้อควรระวัง (Precautions)

  1. ภาวะความดันโลหิตต่ำและหน้ามืด (Hypotension, Lightheadedness & Syncope) แมกนีเซียมทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง เกิดอาการเวียนศีรษะหรือหมดสติได้
  2. ความรู้สึกร้อนวูบวาบ (Sensation of Heat) เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดและการตอบสนองของระบบไหลเวียนโลหิต
  3. ภาวะแพ้รุนแรงต่อ Thiamine (B₁) แม้จะพบได้ยาก แต่การให้ IV Thiamine มีความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยา Anaphylaxis ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ต้องเตรียมพร้อมอุปกรณ์กู้ชีพเสมอ
  4. ความเข้มข้นออสโมลาริตีสูง (Hyperosmolar Risks) การให้สารละลายที่มี Osmolarity สูงเกินเกณฑ์หลอดเลือดดำ อาจทำให้เกิดการระคายเคือง หลอดเลือดดำอักเสบ หรืออาการแสบร้อนตามแนวหลอดเลือด
  5. การติดตามทางห้องปฏิบัติการ ควรประเมินการทำงานของไตและระดับอิเล็กโทรไลต์ในเลือดก่อนเริ่มการบำบัดในระยะยาว

บทสรุป (Conclusion)

Myers’ Cocktail และการบำบัดด้วยสารอาหารทางหลอดเลือดดำ (IVMT) เป็นเครื่องมือทางเวชศาสตร์บูรณาการที่ใช้หลักการทางสรีรวิทยาและชีวเคมีระดับเซลล์เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการดูดซึมของระบบทางเดินอาหาร การสร้างความเข้มข้นของสารอาหารในกระแสเลือดระดับสูงชั่วคราวช่วยฟื้นฟูเยื่อหุ้มเซลล์ กระตุ้นการผลิต ATP ในไมโทคอนเดรีย และควบคุมกลไกการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Double-blind RCT สำหรับบางสภาวะ (เช่น Fibromyalgia) ยังแสดงผลที่ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างชัดเจนเนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดตัวอย่างและ Placebo response แต่หลักฐานในภาวะโรคหืดและข้อมูลการใช้ทางคลินิกอย่างยาวนานยืนยันถึงประโยชน์และความปลอดภัยเมื่อใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้มีประสบการณ์

  1. Blanchard, J., Tozer, T. N., & Rowland, M. (1997). Pharmacokinetic perspectives on megadoses of ascorbic acid. The American Journal of Clinical Nutrition, 66(5), 1165–1171.
  2. Glass, G. B., Skeggs, H. R., Lee, D. H., et al. (1961). Applicability of hydroxocobalamin as a long-acting vitamin B12. Nature, 189, 138–140.
  3. Durlach, J., Bara, M., & Theophanides, T. (1996). A hint on pharmacological and toxicological differences between magnesium chloride and magnesium sulphate, or of scallops and men. Magnesium Research, 9(3), 217–219.
  4. Skobeloff, E. M., Spivey, W. H., McNamara, R. M., & Greenspon, L. (1989). Intravenous magnesium sulfate for the treatment of acute asthma in the emergency department. JAMA, 262(9), 1210–1213.
  5. Bloch, H., Silverman, R., Mancherje, N., et al. (1995). Intravenous magnesium sulfate as an adjunct in the treatment of acute asthma. Chest, 107(6), 1576–1581.
  6. Rowe, B. H., Bretzlaff, J. A., Bourdon, C., et al. (2000). Intravenous magnesium sulfate treatment for acute asthma in the emergency department: a systematic review of the literature. Annals of Emergency Medicine, 36(3), 181–190.
  7. Undritz, E. (1937). The therapy of anaphylactic conditions with large amounts of calcium. Journal of Allergy, 8(6), 625.
  8. Ali, A., Njike, V. Y., Northrup, V., Sabina, A. B., Williams, A. L., Liberti, L. S., Perlman, A. I., Adelson, H., & Katz, D. L. (2009). Intravenous micronutrient therapy (Myers’ Cocktail) for fibromyalgia: a placebo-controlled pilot study. The Journal of Alternative and Complementary Medicine, 15(3), 247–257.
  9. Gaby, A. R. (2002). Intravenous nutrient therapy: the “Myers’ Cocktail”. Alternative Medicine Review, 7(5), 389–403.

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

เนื้อหาจัดทำโดย แอ็บโซลูท เฮลธ์ · ดูทีมแพทย์ของ Absolute Health

เผยแพร่เนื้อหา: 25 กรกฎาคม 2568 · ปรับปรุงล่าสุด: 29 กันยายน 2569