Medical Service

Home / Medical Service / Medical Treatment / Fasting Detox

Fasting Detox

Fasting Detox

fasting detox 02 scaled

ปฏิวัติสุขภาพระดับเซลล์: เมื่อการอดอาหาร เป็นมากกว่าการคุมแคลอรี

การอดอาหาร (Fasting) เป็นกลไกการปรับตัวทางวิวัฒนาการของมนุษย์เพื่อให้รอดพ้นจากช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร เช่นภัยแล้ง ภัยธรรมชาติ ในรูปแบบต่าง ๆ  ในทางประวัติศาสตร์ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ทั้งในบริบททางศาสนาและการแพทย์ยุคต้น โดยบิดาแห่งการแพทย์อย่าง Hippocrates ได้แนะนำการงดอาหารเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ในปัจจุบัน การอดอาหารได้รับการยอมรับในฐานะกระบวนการแทรกแซงทางเมตาบอลิซึม (Metabolic intervention) ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ

กลไกการทำงานและประโยชน์ต่อสุขภาพ

เมื่อร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดสารอาหาร จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและชีวเคมีอย่างเป็นระบบเพื่อรักษาสมดุลของพลังงานและซ่อมแซมเซลล์

Picture1
  • การสับสวิตช์ระบบเผาผลาญ (Metabolic Switch) ร่างกายจะเปลี่ยนจากการใช้กลูโคสเป็นการสลายไกลโคเจน (Glycogenolysis) และเมื่อไกลโคเจนในตับหมดลง (ช่วง 12-36 ชั่วโมง) จะเข้าสู่กระบวนการสลายไขมัน (Lipolysis) และสร้างคีโตน (Ketogenesis) เพื่อใช้เป็นพลังงานหลักทดแทน
  • การกลืนกินตัวเองของเซลล์ (Autophagy) สภาวะพลังงานต่ำจะกระตุ้นเอนไซม์ AMPK และยับยั้งวิถี mTOR (mTOR inhibition) ทำให้เซลล์เริ่มกระบวนการย่อยสลายออร์แกเนลล์ที่เสื่อมสภาพและโปรตีนที่ผิดปกติ (Misfolded proteins) ผ่านไลโซโซม (Lysosome) เพื่อนำกรดอะมิโนกลับมาใช้ใหม่ กระบวนการนี้ นอกจากจะสนับสนุนกลไกชะลอวัยแล้ว ยังมีประโยชน์ด้านการป้องกันโรคความเสื่อมของระบบสมองและประสาท
  • การขจัดสารพิษ (Detoxification) การอดอาหารกระตุ้นวิถี Nrf2 ซึ่งเพิ่มการแสดงออกของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ (Endogenous antioxidants) เช่น SOD และ Catalase รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำลายสารพิษระยะที่ 2 (Phase II xenobiotic metabolism) ในตับ
  • ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ลดการหลั่งสารสื่อการอักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) เช่น IL-6 และ TNF-alpha และกระตุ้นการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เสื่อมสภาพ ก่อนจะสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมเมื่อกลับมาทานอาหาร

รูปแบบของการอดอาหาร

Picture2

สามารถแบ่งตามระยะเวลาและชนิดของสารอาหารที่อนุญาตให้บริโภคได้ดังนี้:

  • Intermittent Fasting (IF) การอดอาหารเป็นช่วงเวลาในแต่ละวัน เช่น 16/8 (อด 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง) หรือ 5:2 (กินปกติ 5 วัน อดหรือลดแคลอรีอย่างมาก 2 วัน) ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (Insulin sensitivity) และปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhythm)
  • Water Fasting การอดอาหารโดยดื่มเพียงน้ำเปล่า มักทำต่อเนื่อง 24-72 ชั่วโมงขึ้นไป เป็นสภาวะที่ร่างกายเข้าสู่การอดอาหารอย่างสมบูรณ์ (True starvation state) ทำให้เกิด Autophagy และ Ketosis ในระดับสูงสุด
  • Juice Fasting  การอดโดยดื่มเฉพาะน้ำผักผลไม้สกัดเย็น  ในทางชีวเคมีไม่ถือเป็นการ Fasting อย่างแท้จริงเนื่องจากยังมีน้ำตาลฟรุกโทส (Fructose) ที่กระตุ้นอินซูลิน แต่มีประโยชน์ในการจำกัดโปรตีนและไขมัน (Macronutrient restriction) พร้อมรับวิตามิน
  • Fasting-Mimicking Diet (FMD) อาหารเลียนแบบการอดอาหาร คิดค้นโดย Dr. Valter Longo เป็นโปรโตคอลระยะเวลา 5 วัน โดยวันที่ 1 ให้พลังงาน 1,100 กิโลแคลอรี และวันที่ 2-5 ลดเหลือ 720-800 กิโลแคลอรี สูตรอาหารจะจำกัดโปรตีน (9-11%) คาร์โบไฮเดรตปานกลาง และเน้นไขมันไม่อิ่มตัว (44-46%) วิธีนี้สามารถหลอกเซลล์ให้เข้าสู่สภาวะ Fasting เพื่อกระตุ้น Autophagy และสเต็มเซลล์ โดยไม่ต้องงดอาหารโดยสมบูรณ์

หลักฐานเชิงประจักษ์: การอดอาหารกับการฟื้นฟูเม็ดเลือดขาว

การศึกษาในระดับคลินิกที่โดดเด่นคือ งานวิจัยของกลุ่ม Dr. Valter Longo ที่ให้ผู้ป่วยมะเร็งทำ Water fasting หรือ FMD เป็นเวลา 72 ชั่วโมงก่อนรับยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) พบว่าสภาวะขาดแคลนอาหารช่วยลดระดับ IGF-1 และกลูโคสในเลือด ทำให้เซลล์ปกติเข้าสู่โหมดป้องกันตัว (Differential Stress Resistance) ในขณะที่เซลล์มะเร็งไม่สามารถปรับตัวได้

นอกจากนี้ การอดอาหาร 72 ชั่วโมงยังทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เสียหาย และเมื่อกลับมาทานอาหาร (Refeeding) จะไปกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cells – HSCs) ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับปกติได้รวดเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้อดอาหารอย่างมีนัยสำคัญ

Banner content Fasting 1

กลไกการเกิด Refeeding Syndrome

การกลับมาทานอาหาร (Refeeding) หลังจากการอดอาหารเป็นเวลานานจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง ความเสี่ยงของการเกิด Refeeding syndrome มักพบในผู้ที่อดอาหารต่อเนื่องมากกว่า 72 ชั่วโมง (3 วัน) หรืออยู่ในสภาวะทุพโภชนาการมากกว่า 5 วัน

  • พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology): ระหว่างที่อดอาหาร ร่างกายจะสูญเสียแร่ธาตุในเซลล์ เมื่อได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลิน (Insulin surge) ออกมาปริมาณมาก อินซูลินจะดึงกลูโคส โพแทสเซียม (K+) แมกนีเซียม (Mg2+) และฟอสเฟต (PO4 3-) กลับเข้าสู่ภายในเซลล์อย่างฉับพลัน
  • ผลกระทบ: ทำให้ระดับแร่ธาตุในกระแสเลือดลดต่ำลงอย่างรุนแรง (Severe Hypophosphatemia, Hypokalemia, Hypomagnesemia) นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงถึงชีวิต (Fatal arrhythmias) หัวใจล้มเหลว หรืออาการชักทางระบบประสาท

ขั้นตอนการปรับอาหารใหม่ (Refeeding Protocol) ที่ปลอดภัย

  1. ประเมินและทดแทน: ตรวจระดับเกลือแร่ และให้วิตามินบี 1 (Thiamine) ก่อนเริ่มให้สารอาหารเสมอ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาท
  2. เริ่มอย่างช้าๆ (Start low and go slow): จำกัดพลังงานเริ่มต้นที่ 10-15 กิโลแคลอรี/น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)/วัน โดยเน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
  3. ติดตามอาการ: เพิ่มปริมาณแคลอรีขึ้นทีละน้อยภายใน 4-7 วัน พร้อมติดตามระดับฟอสเฟต โพแทสเซียม และแมกนีเซียมในเลือดอย่างใกล้ชิด
Banner content Fasting 2

การเปลี่ยนแปลงการทำงานของยีน จากกระบวนการ Fasting

กลไกการปรับตัวของเซลล์ต่อภาวะพร่องสารอาหาร (Nutrient deprivation) อาศัยการเปลี่ยนแปลงทาง Epigenetics หรือสวิตซ์เปิดปิดยีน โดยเป็นตัวเชื่อมโยงหลักระหว่างสถานะเมตาบอลิซึมและการแสดงออกของยีน (Gene expression) กระบวนการนี้เกิดขึ้นแบบพลวัต (Dynamic) ผ่านกลไกหลัก 2 ส่วน ได้แก่ Histone Modification และ DNA Methylation ส่งผลต่อการทำงานของยีนต่าง ๆ เช่น

ทำให้สัดส่วน NAD+/NADH สูงขึ้น จึงกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Sirtuin 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการชะลอวัย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และยืดอายุขัยของเซลล์

ส่งผลเพิ่มการทำงานของยีนต้านอนุมูลอิสระ ยีนซ่อมแซม DNA และยีนที่ควบคุมการ recycle เซลล์ แบบ Autophagy

ตามสรีรวิทยาของความชรา ยีนต่าง ๆ ในร่างกายจะลดความเสถียรลง ยีนควบคุมมะเร็งจะทำงานลดลงหรือถูกยับยั้ง การจำกัดแคลอรีและการทำ Fasting สามารถป้องกันและต้านทานการเปลี่ยนแปลงทาง DNA methylation ที่ผิดปกติจากความชราเหล่านี้ได้ (Epigenetic reprogramming)

กล่าวโดยสรุป การอดอาหารนอกจากส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญในทางที่ดี เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค กระตุ้นระบบขับสารพิษ (detoxification) ยังส่งผลต่อการแสดงออกของยีน ที่ส่งเสริม กระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ควบคุมการเจริญของเซลล์ผิดปกติรวมถึงช่วยป้องกันมะเร็ง ส่งเสริมการทำงานของยีนยับยั้งเนื้องอก เป็นต้น

Banner content Fasting 3

ข้อห้ามเด็ดขาด (Absolute Contraindications)

สภาวะที่โครงสร้างทางเมตาบอลิซึมไม่สามารถทนต่อการลดลงของสารอาหารได้ ห้ามทำการอดอาหารโดยเด็ดขาด

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes Mellitus – T1DM)
    • พยาธิสรีรวิทยา: ผู้ป่วย T1DM ขาดอินซูลินจากตับอ่อน (Absolute endogenous insulin deficiency) การอดอาหารโดยยังคงฉีดอินซูลินจะทำให้เกิดภาวะ Severe Hypoglycemia อย่างรวดเร็ว หากหยุดฉีดอินซูลินเพื่ออดอาหาร ระดับกลูคากอน (Glucagon) ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีอินซูลินมาต่อต้าน จะกระตุ้นกระบวนการ Lipolysis และ -oxidation อย่างควบคุมไม่ได้ นำไปสู่การสร้างคีโตนเกินขนาดจนเกิดภาวะ Diabetic Ketoacidosis (DKA) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร (Pregnancy and Lactation)
    • พยาธิสรีรวิทยา: ทารกในครรภ์พึ่งพากลูโคสจากมารดาผ่านตัวรับ GLUT1 ที่รก การอดอาหารของมารดาเร่งให้ร่างกายสับสวิตช์ไปใช้ไขมันเร็วขึ้น (Accelerated starvation) ทำให้ระดับคีโตนบอดีส์ โดยเฉพาะ -hydroxybutyrate สูงขึ้น คีโตนสามารถซึมผ่านรกและส่งผลเสียต่อการพัฒนาโครงสร้างระบบประสาทของทารก (Fetal neurodevelopment) นอกจากนี้ ในระยะให้นมบุตร การจำกัดแคลอรีรุนแรงจะลดการหลั่ง Prolactin และรบกวนสมดุลของสารอาหารในน้ำนม
  • ภาวะทุพโภชนาการรุนแรง หรือ Cachexia (BMI < 18.5 )
    • พยาธิสรีรวิทยา: ร่างกายไม่มีแหล่งสะสมไกลโคเจนในตับและไม่มีไขมันสำรองเพียงพอ การอดอาหารจะกระตุ้นกระบวนการสลายโปรตีนในกล้ามเนื้อ (Muscle catabolism) เพื่อนำกรดอะมิโนไปสร้างกลูโคส (Gluconeogenesis) อย่างรุนแรง การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac atrophy) นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Fatal arrhythmias)
  • ความผิดปกติของการรับประทานอาหาร (Eating Disorders เช่น Anorexia Nervosa / Bulimia)
    • พยาธิสรีรวิทยา: ระบบประสาทต่อมไร้ท่อ (Neuroendocrine) โดยเฉพาะแกน Hypothalamic-Pituitary-Adrenal (HPA) และสัญญาณ Leptin ผิดปกติอยู่แล้ว การให้ทำ Fasting เป็นการตอกย้ำพยาธิสภาพทางจิตเวชและทำลายสมดุลฮอร์โมนที่บอบบางลงไปอีก

ข้อควรระวัง (Precautions & Relative Contraindications)

ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด มีการปรับยา และเฝ้าระวังทางชีวเคมี

  • ผู้ป่วยโรคเกาต์หรือภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia)
    • กลไกทางเภสัชพลศาสตร์: คีโตนบอดีส์ (Acetoacetate และ -hydroxybutyrate) และกรดยูริก ใช้ตัวพา (Organic Anion Transporters – OATs) ตัวเดียวกันในการขับออกทางท่อไต ระดับคีโตนที่สูงขึ้นระหว่างการทำ Fasting จะแย่งจับ (Competitive inhibition) กับกรดยูริกที่ท่อไต ส่งผลให้การขับกรดยูริกลดลง (Decreased renal clearance) ระดับกรดยูริกในเลือดจึงพุ่งสูงขึ้น และสามารถกระตุ้นอาการเกาต์กำเริบเฉียบพลัน (Acute gout flare)
  • โรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อน (PUD / GERD)
    • กลไก: กระเพาะอาหารยังคงมีการหลั่งกรดพื้นฐาน (Basal acid secretion) เมื่อไม่มีอาหารหรือบัฟเฟอร์เข้าไป ทำให้ค่า pH ในกระเพาะอาหารลดต่ำลงต่อเนื่อง เสี่ยงต่อการระคายเคืองเยื่อบุ หรือเกิดแผลทะลุในผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารเดิม

โปรแกรม Organic Juice for Fasting สูตร detox และชะลอวัย 3 วัน จำนวนวันละ 6 ขวด

  • 1 ขวด ราคา 170 บาท
  • 18 ขวด ราคา 3,060 บาท

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง